บันทึกการเดินทางในช่วงวันหยดสงกราณต์เดือนเมษายน จากไทยท่องไปยังดินแดนที่ได้ชื่อว่า “หลังคาโลก” การเดินทางครั้งนี้ต้องขอบพระคุณกลุ่มเพื่อนๆเหล่าคุณหมอทุกท่านที่ยินดีให้ไทยโมเดิร์นราเวลจัดการวางแผนการเดินทางเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ในต่างแดนอีกครั้ง  และต้องขอขอบคุณคุณหมอไพวงศ์  สวนดอก  ที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้  ทำให้เราได้มีเรื่องราวการเดินทางมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้  ซึ่งการเดินทางในครั้งนั้นออกเดินทางเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒  หรือเมื่อประมาณ ๘ ปีที่แล้ว

เรื่องราวหลังจากนี้  ขออนุญาติยกบันทึกของคุณหมอไพวงศ์  สวนดอก ทุกตัวอักษร  นำเสนอเรื่องราวการเดินทางของคุณหมอและเพื่อนๆคุณหมอในการท่องเที่ยวทิเบตดินแดนหลังคาโลกให้ทุกท่านได้ติดตามกัน ณ ที่นี้


         วันแรกของการท่องเที่ยว เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๒ คณะเดินทางไปทัวร์ทิเบต ๒๙ คน ประกอบด้วย คุณหมอศิริพัช – กอบชัย – ปิยพร อุบลสิงห์ หมอกัลยา – หมอปุญชวิษฐ์ – ณัฐชานันท์ จันทรานุวัฒน์ พล ต.ท..พ.ญ.สุวัฒนา โภคสวัสดิ์ (ต.อ.๒๔) อาจารย์ น.พ.นคร ศิริทรัพย์ อาจารย์ น.พ.ยอด สุคนธมาน หมอไพวงศ์-สุพรทิพย์ สวนดอก หมอสืบพงษ์-รัตติกร สวนดอก  คุณสกาวรัตน์ เอี่ยมอุตมะ คุณสำเนา – เพ็ญจันทร์ – สุวิรุฬห์ เธียรประมุข คุณพร้อม – นัตยา แย้มมณฑา คูณชูศักดิ์ – สุธิดา วงษ์สวัสดิ์ คุณพงษ์ศักดิ์ – จงพิศ ศิริรัตน์ คุณจามรี ศิริรัตน์ คุณบุญส่ง ศิริรัตน์ คุณบุญญภัค ศิริรัตน์ คุณสุพิชญา จันทะชุม คุณสุทธิชาติ เกื้อกูพิพัฒน์ (คุณบ้วย ผู้นำทัวร์ ) น้องโจ กิตติพงศ์ วรรณศุภผล  ผู้ช่วยผู้นำทัวร์จากไทยโมเดิร์น เทรเวล ได้ไปพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น ๔ ประตู ๓ เคาน์เตอร์ D สายการบินไทย จัดการด้านเอกสารและสัมภาระเรียบร้อยแล้วเข้าไปรอขึ้นเครื่อง จนกระทั่งเวลา ๑๐.๑๕ น. ได้ออกเดินทางสู่เมืองเฉินตู โดยสารการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 618 ใช้เวลาบินประมาณ ๓ ชั่วโมงเศษ เราไปถึงเมืองเฉิงตูเวลา ๑๔.๒๕น. เวลาของจีนเร็วกว่าของไทย ๑ ชั่วโมง

เฉิงตู เป็นเมืองเอกของมณฑลเสฉวน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ภูมิประเทศรายรอบไปด้วยเทือกเขา เป็นเมืองใหญ่เก่าแก่กว่าสองพันปี เมื่อปีกลายเกิดแผ่นดินไหวที่เสฉวนประชาชนตายไปมาก แต่ก็ฟื้นตัวเร็ว เสฉวนมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ที่ดังมากคือที่จิ่วจ้ายโกว เขาฮ้อไบ๊ หวงหลง เขาสี่ดรุณี เขื่อนจูเต็งเอี้ยน พระพุทธรูปหลวงพ่อโตเล่อซาน เป็นต้น มีประชากรกว่าสิบล้านคน นอกจากชาวฮั่นแล้วยังมีชนกลุ่มน้อยเชื้อชาติต่างๆได้แก่ชาวยี่ ชาวทิเบต ชาวเมี้ยว ชาวหุย (อิสลาม) และชาวเชียง

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ได้ไปขึ้นรถบัสที่ทางบริษัททัวร์ จัดมารับ มีไกด์สาวเสฉวน มาต้อนรับเธอพูดไทยได้ดีพอใช้ เคยมาเรียนภาษาไทยที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อยุธยา ชื่อไทยว่า น้องน้ำหวาน อายุ ๒๒ ปี พาพวกเราไป ชมศาลเจ้าขงเบ้งและสุสานเล่าปี่ ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระราชบัญชาของกษัตริย์แห่งอาณาจักรเฉิง ปลายราชวงศ์จิ๋น ประมาณ ๑,๘๐๐ กว่าปีมาแล้ว ภายในมีศาลเจ้าเและรูปปั้นของเล่าปี่ ขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย และทหารเอกอื่นๆอีกหลายสิบนายในเรื่องสามก๊ก และได้ไปดูสุสานเล่าปี่เมืองเฉิงตู อันที่จริงสุสานเล่าปี่มีหลายเมือง ไม่ทราบว่าสุสานไหนที่มีการฝังศพเล่าปี่จริงๆ ที่นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว หลังจากนั้น พาไปชมร้านผ้าไหม มีการสาธิตเรื่องไหม และคุณประโยขน์ของผ้าไหม ซึ่งคนบรรยาย พูดไทยเก่งมาก พูดแทบไม่หายใจ บรรยายสรรพคุณของผ้าห่มที่ยัดด้วยผ้าไหมว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้มากมาย แต่พวกเราเก่งกว่าคือฟังเสร็จ ถามราคา แล้วไม่ซื้อเพราะราคาแพงมากๆ ผ้าห่มบ้าอะไรผืนหนึ่งสอง สามหมื่นบาท อันนี้ไม่ว่ากัน ใครอยากซื้อก็ได้ไม่ซื้อก็ได้ แต่ต้องไป เพราะเป็นข้อบังคับ ที่ทางจีนออกกฎว่าไกด์ ที่นำทัวร์ ทุกวันต้องพาไปชอปปิ้งอย่างน้อยวันละ ๑ ร้าน จากนั้นไปรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร อาหาร เสฉวน อร่อยดี โดยเฉพาะหมูแดง หลายคนติดใจ อย่างอื่นก็อร่อย แต่รดชาด เค็ม และมัน ไปสักนิดสำหรับลิ้นคนไทย หลังอาหารเย็น ได้ไปชมโชว์เปลี่ยนหน้ากาก ซึ่งเป็นโชว์ที่ขึ้นชื่อของเมืองเฉิงตู ก่อนถึงฉากเปลี่ยนหน้ากาก ก็มีโชว์อื่นๆหลายฉาก ที่เด่นๆคือโชว์เดี่ยวซออู้ เล่นได้ดีมากโดยเฉพาะสีซอเพลงจังหวะเร็วๆได้มันมาก ได้รับเสียงตบมืออย่างกึกก้อง  กายกรรมนอนใช้เท้าถีบโอ่งและถีบโต๊ะให้หมุนก็เล่นดี การเชิดหุ่นก็ดูเพลินดูหุ่นที่เชิดมีชีวิตชีวาเพราะผู้เชิดเอาจิตวิญญาณไปใส่ไว้ในหุ่น การแสดงเล่นเงามือเป็นรูปสัตว์ต่างๆก็ทำได้ดี แต่ ฉากสำคัญคือการโชว์เปลี่ยนหน้ากาก เดี๋ยวนี้พัฒนาไปมาก ไม่เพียงแต่คนเปลี่ยนหน้ากาก ยังเล่นเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าที่ใส่ เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว มาก และที่น่าดูคือเชิดหุ่นและให้หุ่นเปลี่ยนหน้ากากด้วย แสดงได้ดี จับไม่ได้ว่าเขาทำได้อย่างไร ถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง ที่คนมาเฉิงตูต้องมาดู หลังจากนั้นกลับเข้าที่พัก คืนนี้พักที่ Green Land Hotel ตอนเข้าพักให้สี่ดาว แต่ตอนเช้าลดเหลือสามดาว เพราะห้องที่คุณหมอกัลยา พักห้องน้ำชั้นบนน้ำรั่วซึมลงมาในห้องของหมอต้องย้ายห้องกันกลางคืนทำให้คุณหมอไม่ค่อยได้นอนเต็มตามีผลให้วันรุ่งขึ้นไปถึงทิเบตคุณหมออิดโรยพอดู

         วันที่สองตรงกับวันสงกรานต์ จันทร์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ ต้องตื่นเตรียมตัวไปสนามบินตั้งแต่ย่ำรุ่ง ฟ้ายังไม่สว่าง หลังจากรับประทานอาหารกล่องกันที่โรงแรม พวกเราก็เดินทางไปสู่สนามบินเมืองเฉิงตู เพื่อจะเดินทางไปสู่นครลาซา เมืองเอกของมณฑลทิเบต โดยสารการบินไชน่าแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ CA 4401 เครื่องออกเวลา ๗.๕๐ น. ระหว่างอยู่บนเครื่องดูวิวทิวทัศน์ เห็นยอดภูเขา โผล่ขึ้นเหนือก้อนเมฆคล้ายๆยอดภูเขาน้ำแข็งลอยเหนือน้ำ เห็นไปเรื่อยๆ แสดงว่าเรากำลังบินเหนือเทือกเขาไปตลอดเวลา ประมาณ ๒ ชั่วโมงเครื่องลงจอดที่สนามบินนครลาซา หลังจากผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็ไปขึ้นรถบัสที่ทางทัวร์จัดมารับ มีไกด์ท่องถิ่น ๒ คน คนหนึ่งบรรยายอังกฤษ ชื่อ นายแจ็ค อีกคนบรรยายจีน เป็นกฎของการท่องเที่ยวทิเบตที่บังคับให้ใช้ไกด์ท่องถิ่น๒ คน ท่าอากาศยานนครลาซาอยู่นอกเมืองไกลจากลาซา ประมาณ ๖๔ กิโลเมตร รถวิ่งไปตามถนนซึ่งอยู่ระหว่างเทือกเขา ด้านซ้ายจะเห็นภูเขา ด้านขวาจะเห็นลำธารน้ำไหล เป็นสายน้ำที่เกิดจากหิมะละลาย มองออกไปไกลๆจะเห็นเทือกเขา สองข้างถนนมีต้นไม้ปลูกไว้ตลอดทาง เรียกชื่อว่าต้นถังหลิว ว่ากันว่า พันธ์ไม้ชนิดนี้เจ้าหญิงเหวินเฉิน ราชธิดาของราชวงศ์ถัง นำมาจากประเทศจีน กว่า๑๓๐๐ ปีมาแล้ว ครั้งที่พระนางต้องมาอภิเษกสมรสกับพระเจ้าซงจ้าน กัมโป กษัตริย์ทิเบต ที่มีความเก่งกาจในการสงครามมากสามารถรบชนะเผ่าต่างๆจนสามารถตั้งประทศทิเบตขึ้นมาได้ และต่อมาพระองค์ได้พระราชธิดาของราชวงศ์ถังมาเป็นพระมเหสี มองออกไปด้านซ้ายมือ จะเห็นภูเขามากมาย ไม่สูงนัก บางลูกอยู่ใกล้ๆ จะเห็นมีรอยทาสีขาวเป็นรูปบันไดและบนยอดเขา มีธงทิวเป็นราวไปแขวนไว้ อันนี้เป็นความเชื่อว่าเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์

ขณะนี้เรากำลังอยู่บนหลังคาโลก ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ๓,๖๕๐ เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก ซึ่งมีความกดของอากาศที่ต่ำ และออกซิเจนจะบางเบามีน้อยมีประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นบางคนเมื่อมาถึงทิเบตอาจมีอาการไม่สบายแพ้ความสูง (Altitude Sickness) มีอาการ อ่อนเพลีย ปวดมึนศรีษะ หรือคลื่นไส้ได้ วิธีแก้ก็ให้นอนพักผ่อนปรับสภาพร่างกายก่อนสักสองสามชั่วโมง ดื่มน้ำบ่อยๆ ออกแรงน้อยๆ เดินช้าๆ หายใจลึกๆ หรือให้กินยาป้องกันไว้ก่อน เที่ยวนี้ คุณหมอศิริพัช ก็แจกยา Diamox เป็นยาที่หมอตาใช้ลดความดันในลูกตา และ Paracetamol แก้ปวด ก่อนขึ้นเครื่อง และทางบริษัททัวร์ก็แจกยาสมุนไพรให้ทุกคน แต่ผมไม่ได้ทาน เพราะคิดว่าคงไม่แพ้ แต่บางคนวันหลังๆ มีอาการแขนขาหน้าตาตึงๆ จนรอยยับย่นบนใบหน้า ตีนกา ตีนไก่ จางหายไปชั่วคราวก็มี เพราะแรงดันภายในดันออกมา ไม่เพียงแต่คนเราที่มีอาการแม้แต่ มาม่า หรือขนมถุงทั้งหลายยังโป่งพอง บางถุงแตกระเบิดขึ้นเลย ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่ากลัวนัก ในคณะของเรา ก็มีเพื่อนบางคน มีอาการแต่ไม่รุนแรงนัก พออยู่ไปค่อยๆปรับตัวได้ ก็เทียวได้กินได้ค่อยๆสบายขึ้น รถบัสนำพวกเราเข้าถึงตัวเมืองลาซามีตึก อาคาร ร้านค้าใหญ่โต ผิดจากที่เราวาดมโนภาพไว้ว่าคงเป็นเมืองเล็กๆ ถามไถ่ได้ความว่าลาซาแบ่งเป็นลาซาใหม่ กับลาซาเก่า โดยแบ่งตามเชื้อชาติพลเมือง สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ที่เราไปถึงเป็นลาซาใหม่ มีโรงแรมทันสมัย โดยเฉพาะโรงแรมที่เราเข้าไปพัก ๓ คืนนี้ เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในลาซา และติดหนึ่งในสิบ ของโรงแรมที่ดีที่สุดชองจีนอันนี้ผมไม่ได้โม้ แต่อ่านจากวารสารที่ทางโรงแรมพิมพ์ วางไว้ โรงแรมนี้ มีพิพิธภัณฑ์ อยู่ในโรงแรมทุกชั้นที่พัก มีหลายสิบชั้น ตามทางเดินทุกชั้นมีของโชว์ ถ้าจะดูให้หมดต้องพักหลายวัน ผมเดินดูได้เฉพาะชั้นล่างและชั้นที่ ๓๓ที่ผมพัก เป็นโรงแรมที่เคยรับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ชื่อ Brahmaputra Grand Hotel เรื่องนี้ต้องขอบคุณ หมอศิริพัช ที่ช่วยต่อรองราคา ตอนแรกทางทัวร์จะขอเพิ่มราคาอีกคนละห้าพันบาท แต่ด้วยความสามารถของคุณหมอ พวกเราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม มิหนำซ้ำได้พักถึง ๓ คืน ทั้งๆที่ตอนแรกจะให้พักที่นี้เพียงคืนเดียว จากนั้นไปรับประทานอาหารเที่ยง มื้อแรกในลาซาก็น่าตกใจเสียแล้ว อาหารมากมายพวกเรารับประทานไม่หมด ทั้งออร์เดิฟ และอาหารหลัก มีผักเป็นส่วนใหญ่ มีปลา กุ้ง หมู เห็ด เป็ด ไก่ เพียบ รวมแล้วประมาณ ๒๐กว่า อย่าง อาหารเหลือ บานเบอะ น่าเสียดาย เมนูที่มาหลังๆ แทบไม่ได้กินเพราะกินไม่ลงแล้ว รดชาดอาหารหนักไปทางเค็ม และค่อนข้างมันไปหน่อย

ตอนบ่ายไปชมพระราชวังฤดูร้อนนอร์บุลิงกะ (Norbulinkha Palace) หรือ ตำหนักอัญมณี (precious Stone Garden) อยู่ห่างจากลาซาประมาณ ๒ กิโลเมตร คำว่านอร์บุลิงกะ ในภาษาทิเบตหมายถึงสวนป่าอันเป็นที่รักยิ่ง เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่องค์ดาไลลามะใช้เป็นสถานที่บริหารบ้านเมืองและประกอบกิจกรรมทางศาสนา และใช้พักผ่อนในวัยชรา มีเนื้อที่โดยรวม ๓๖๐,๐๐๐ ตารางเมตร สร้างเมื่อ ๒๕๙ ปีที่แล้ว โดยดาไลลามะที่ ๗ เห็นได้ชัดว่าที่นี้เป็นที่รักยิ่งของดาไลลามะองค์ต่อๆมา เพราะได้ผ่านการบูรณะซ่อมแซมและขยายต่อเติมกันมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยองค์ดาไลลามะที่ ๘ และ ๑๓ มีการก่อสร้างเพิ่มเติมครั้งใหญ่ นั่นคือ “สวนป่าสีทอง” ที่เป็นส่วนสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเป็นเอกของนอร์บุลิงกะ มาจนถึงทุกวันนี้ นอร์บุลิงกะเป็นแหล่งรวม พันธุ์พืชมากกว่า ๑๐๐ ชนิด มีทั้งที่เป็นไม้ดอกที่พบได้ทั่วไปในลาซา และพันธุ์ ไม้จากยอดเขาเอเวอร์เรส ที่หาดูได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ไม้ที่นำมาจากจีนแผ่นดินและภายนอกประเทศ จึงได้ชื่อว่าเป็นสวนรุกชาติที่ยิ่งใหญ่บนที่ราบสูง พระราชวังแห่งนี้มี ๓๗๐ ห้อง ตำหนักที่สำคัญมี ๓ ส่วน คือเขตพระราชฐานชั้นใน ชั้นนอก และเขตสวนป่า สถาปัตยกรรมที่สำคัญ ได้แก่หมู่พระตำหนัก เก๋อซังพอจางและสวนทางทิศใต้ ตำหนักจินเซ่อพอจาง หรือ สวนป่าสีทอง ที่มีความงามเป็นที่เลื่องลือที่สุดของ นอร์บุลิงกะ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมทิเบตอย่างชัดเจน วิหารใหญ่มีจิตรกรมฝาผนังฝีมือละเอียด ประณีตงดงาม นอกจากนี้ นอร์บุลิงกะ ยังเก็บรักษาโบราณวัตถุ และพระคัมภีร์อันมีค่าหายากอีกมาก รวมถึงตำหนักขององค์ดาไลลามะรูปปัจจุบัน องค์ที่ ๑๔ ที่ใช้เงินส่วนตัวสร้างขึ้นเป็นที่พักอาศัย อยู่ได้ ๒ ปี ก่อนลี้ภัยไปอยู่อินเดีย ปัจจุบันวังแห่งนี้เปิดเป็นสวนสาธารณะ เป็นที่พักผ่อนของประชาชน และให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ซึ่งเราได้เข้าชมบางส่วน ที่เป็นตำหนัก ดาไลลามะองค์ปัจจุบันเคยพักอาศัย ที่รับแขก ห้องพักผ่อน ห้องนอน ห้องปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ จะเห็นว่าท่านอยู่แบบพอเพียง ห้องไม่ใหญ่โต พระตำหนักส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ มีรูปภาเขียน ตามฝาผนัง เป็นเรื่องราวการก่อเกิดชนชาติทิเบตว่ามาจากลิง นอกจากนั้นเป็นรูปภาพ พุทธศิลป์ ที่เขียนลงบนผ้า เรียกว่าภาพ ธังกา (Thangka)ซึงถือเป็นศิลปะทิเบต ซึ่งเป็นภาพ พระพุทธองค์ ที่เขียนด้วยสีที่ทำจากวัสดุจากธรรมชาติ จากพืช จากแร่ธาตุซึ่งมักจะพบตามวัดต่างๆอีกหลายแห่ง ว่ากันว่าในพระราชวัง หลังจากชมพระราชวังได้พอสมควรแล้ว พวกเราหลายคน อ่อนเพลีย อิดโรย เพราะพวกเรายังไม่ได้ปรับสภาพร่างกาย จึงพากันกลับโรงแรมให้พักผ่อน ก่อนจะพาไปรับประทานอาหารเย็นอีกครั้ง

เนื่องจากเราอยู่บนหลังคาโลก ดังนั้นเวลา ค่ำมืดจึงช้า เวลาทุ่มตรงยังสว่างเหมือนห้าโมงเย็นบ้านเราเลย อากาศที่ลาซาหนาวไม่มากนัก แค่ชุดกันหนาวธรรมดาก็ใช้ได้ อาหารเย็นมื้อนี้รับประทานที่ภัตตาคารดัง มีลูกค้ามากมาย พวกเราขึ้นไปทานชั้นสาม เมนู เพียบยิ่งกว่ามื้อเที่ยง มีถึง ๒๗ รายการ กินกันไม่หมด ประเภทผักมีมากมาย แต่ที่อร่อยเป็นปลาน้ำจืด ทิเบตอยู่บนที่สูงอาหารทะเลจะหายาก แพง แต่ปลาน้ำจืด เนื้อหวานอร่อย แต่ก้างเยอะ กินยาก ต้องระวัง สำหรับหมู ไก่ค่อนข้างมัน มื้อนี้แทบไม่กินข้าว กินแต่กับยังไม่หมดเลย รดชาดยังคงความเค็มและมันเหมือนเดิม อาหารที่กินก็คงเหลือมากมาย หลังอาหารกลับที่พัก Brahma Putra Grand Hotel มีเวลาเหลือ เดินดูพิพิธภัณฑ์ ในโรงแรม มีของเก่าๆให้ดูเยอะแยะ มีทั้งเทวรูป พระพุทธรูปปางต่างๆ ของใช้เก่าๆ พวกอาวุธ ก็มีให้ดู มาเที่ยวทิเบตคราวนี้ โรงแรมดี ที่พักสบาย อาหารการกินเหลือเฟือ เรียกว่านอนอย่างพระอินทร์ กินอย่างราชา ทีเดียว

         วันที่สาม อังคารที่ ๑๔ เมษายน ตื่นเช้ารับประทานอาหารเช้าในโรงแรม เสร็จแล้วไปชมมรดกโลกพระราชวังโปตาลา จีนเรียก”ปู้ต๋าลากง”อยู่กลางเมืองลาชาบนยอดเขาแดง เป็นอาคารหลังมหึมาดูเด่นเป็นสง่า มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ๓,๗๐๐ เมตร พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้า ซงจ้าน กัมโป (Songtsen Gampo) กษัตริย์ องค์ที่ ๓๒ แห่งราชวงศ์ ถู่ฟาน เป็นกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รวบรวมชนเผ่าต่างๆในทิเบตให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้สำเร็จ สร้างขึ้น ในคริสต์ศตวรรษที่๗ กว่า ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว เป็นหมู่สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่โตมโหฬาร สร้างขึ้นตามลักษณะของขุนเขาเป็นอาคารสูง ๑๓ ชั้น ยาว๔๐๐ เมตร กว้าง ๓๕๐ เมตร สูง ๑๑๗ เมตร มีห้องต่างๆเกือบ ๑,๐๐๐ ห้อง มีลักษณะเหมือนป้อมปราการเป็นการผสมผสานศิลปะทางสถาปัตยกรรมของทิเบตและจีนโบราณ โดยได้ชื่อว่าเป็น”ไข่มุกราตรีแห่งหลังคาโลก” แรกเริ่มเรียกชื่อพระราชวังแดง พระองค์ต้องการสร้างให้เป็นที่ประทับของเจ้าหญิงเหวินเฉิน ชาวจีนแห่งราชวงศ์ถัง และเจ้าหญิงบริกูติ (Brikuti) หรือที่ชาวจีนเรียกองค์หญิงชื่อจุน ชาวเนปาล ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระองค์ ต่อมาราชวงศ์ ถูฟานล่มสลาย พระราชวังแห่งนี้ถูกทิ้งให้รกร้างทรุดโทรมลง จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.๑๖๔๕ หรือราว๓๖๔ปีที่แล้ว องค์ดาไลลามะที่ ๕ ได้รวบรวมอำนาจของ ศาสนาจักร และอาณาจักรไว้ด้วยกัน และเป็นผู้ปกครองทิเบต ลาซากลับเป็นศูนย์กลางของทิเบตอีกครั้ง ท่านดาไลลามะที่๕ จึงได้ปรับปรุงซ่อมแซมและก่อสร้างต่อเติม เพื่อใช้เป็นสถานที่ว่าราชการและเป็นที่ประทับและเปลี่ยนชื่อจากพระราชวังแดง เป็นพระราชวังโปตาลา ซึ่งเป็นภาษาอินเดียโบราณ หมายถึง “ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์

นับจากนั้นพระราชวังโปตาลาได้กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจทางการเมืองและศาสนาของทิเบต สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของพระราชวังโปตาลา แบ่งเป็น ๓ส่วน ได้แก่วังขาวและวังแดง และเชื่อมด้วยวังเหลือง รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณเชิงเขาในละแวกใกล้เคียง วังขาวเป็นสถานที่องค์ดาไลลามะใช้ว่าราชการบริหารบ้านเมืองและพระศาสนา เป็นอาคารสูง ๗ชั้นอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนวังแดงตั้งอยู่กึ่งกลางพระราชวังโปตาลา แบ่งออกเป็น ๖ ชั้น เป็นที่ประดิษฐานองค์สถูปของดาไลลามะที่ ๕,๗,๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒,๑๓, ส่วนองค์ดาไลลามะที่๖ ไม่มีสถูปที่นี่เพราะพระองค์ทำผิดอย่างใหญ่หลวงเรื่องกาเม และไปเสียชีวิตในประเทศจีนนอกจากนี้วังแดงยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเก็บพระไตรปิฏก ส่วนวังเหลือง ใช้เก็บภาพวาดบนผืนผ้า พุทธศิลป์ของทิเบต ที่เรียกว่า ธังกา(Thangka ) โดยรอบของพระราชวังโปตาลายังประกอบไปด้วยโรงเรียนสอนศาสนา กุฎิพระ และห้องหับต่างๆทางปีกตะวันออกและตะวันตก นอกจากนี้ยังมีเขตเมืองเก่า โรงพิมพ์พระคัมภีร์ คุกคุมขัง สระน้ำ และสวน ทิเบตเคยโดยอังกฤษยึดครองไปช่วงหนึ่ง องค์ดาไลลามะที่ ๑๓ ได้ทำการต่อสู้กับกองทัพอังกฤษแต่พ่ายแพ้ จากช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ จนถึงก่อนหน้าที่กองทัพแดงของจีนจะเข้าปลดแอกทิเบตออกจากอังกฤษในปี ๑๙๕๙ และยึดครองเสียเองเมื่อ ๕๐ปีมาแล้ว พระราชวังโปตาลามีสถานะเป็น พระราชวังฤดูหนาวขององค์ดาไลลามะ และเป็นที่ประกอบกิจกรรมการเมืองการปกครองและศาสนกิจมาโดยตลอด ถือเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งในทางอาณาจักรและศาสนาจักรของทิเบต และยังเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอก ของโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จาก ยูเนสโก ในการเข้าชมพระราชวังโปตาลานอกจากไปเข้าคิวชื้อบัตรแล้ว ทุกคนต้องผ่านการตรวจอย่างละเอียดห้ามนำไฟแชค ไม้ขีดไฟ หรือของมีคมตลอดจนอาวุธทุกชนิดเข้าไป เพราะเกรงจะไปก่อความเสียหายต่อสิ่งของมีค่า โดยเฉพาะในระยะนี้ทางรัฐบาลกลางเป็นห่วงการก่อเหตุร้าย จากพวกทิเบตหัวรุนแรง เมื่อเดือนที่แล้วทางการยังปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวข้าทิเบต เพิ่งเปิดเมื่อ ๖ เมษายน นี้เอง เพราะเมื่อมีนาคม ปีที่แล้ว เคยเกิดการจลาจลใหญ่ จนจีนต้องส่งทหารเข้าปราบปรามอย่างหนัก ดังนั้นในปีนี้ครบรอบ ๕๐ ปีที่ทิเบตถูกจีนยึดครอง จีนเกรงเหตุร้ายจะเกิดอีก จึงมีการคุมเข้ม คณะทัวร์ของพวกเรานับเป็นชุดแรกๆที่ได้เข้าทิเบต นับแต่จีน อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าทิเบตได้ แต่กลับเป็นผลดี ทำให้พวกเราไม่ต้องไปแย่งกันเข้าชมสถานที่ต่างๆ ปรกติถ้าจะเข้าชมพระราชวังโปตาลาต้องเข้าคิวกันนานนับชั่วโมง แต่วันนี้โชคดี รอไม่นานก็ได้เข้าชมแล้ว พวกเราต้องเดินเข้าไปและค่อยๆขึ้นบันไดไปหลายร้อยขั้นเป็นระยะทางประมาณ เกือบครึ่งกิโลเมตร กว่าจะไปถึงประตูพระราชวัง ทำเอาเพื่อนเราบางคน ถอดใจยอมแพ้ รอคอยอยู่ข้างนอก น่าเสียดาย ภายในพระราชวังโปตาลา มีสิ่งของมีค่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ รูปปั้นองค์ดาไลลามะรุ่นต่างๆ (เขาเชื่อกันว่าองค์ดาไลลามะในชาตินี้เมื่อตายไปแล้วจะกลับมาเกิดใหม่ ดังนั้นก่อนที่องค์ดาไลลามะจะละสังขาร ท่านจะทำนายว่าองค์ใหม่ที่จะมาใหม่จะเกิดทางทิศไหน มีลักษณะอย่างไร จะมีคณะไปค้นหา บางครั้งจะได้เด็กๆมาหลายคนต้องมาทดสอบกันจนแน่ใจว่าเป็นคนไหน เมื่อมั่นใจก็จะยอมรับ เพราะองค์ดาไลลามะ ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และศรัทธาของชาวทิเบต) นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ ตลอดจนเทวรูปต่างๆ เจ้าแม่กวนอิมพันมือ และสิ่งของมีค่าอื่นๆอีกมากมาย ได้เก็บรวบรวมไว้ที่นี่ ตามผนังกำแพงมีภาพเขียนมากมาย พวกเราเดินชมห้องต่างๆจนไปออกอีกทางหนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าชม ชาวทิเบตเองก็มาชมกันไม่น้อย และพวกเขามีความศรัทธาและเคารพนับถืออย่างสูง โดยการไหว้ แบบอัษฏางคประดิษฐ์ คือไหว้แบบนอนไหว้ทั้งตัว และไม่ใช่ทำเพียงสามครั้ง แต่จะไหว้กันเป็นร้อยๆครั้ง บางคนเดินไหว้ไปเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร ชนิดที่เรียกว่าเดินสามก้าว หนึ่งคุกเข่าแล้วนอนคว่ำกราบ ไปตามถนนที่เดียว ชาวทิเบตส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุธ มหายาน ตันตระ วัชระ นิกายเกอลักปา หรือนิกายหมวกเหลือง หรือนิกายคุณธรรม ซึ่งพระชอง ฆาปา (Tsong Khapa) เป็นผู้ปฏิรูปและก่อตั้งลัทธิหมวกเหลืองนี้ขึ้นมา เมื่อประมาณ กว่า ๖๐๐ ปีมาแล้ว หลังจากนั้นไกด์ได้นำพวกเรา ไป ช้อปปิ้งร้านขายหินทิเบต และขายพระพุทธรูปบูชา และของต่างๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังมากนัก ที่นี่พวกเราเจอ ดี โดนพนักงานขายของแนะนำให้ไปรับพรจากพระลามะที่พักอยู่ที่ห้องรับแขกในร้าน ตอนแรกคิดว่าจะไปรับการพรมน้ำมนต์ เพื่อความสิริมงคล แต่ปรากฏว่า พระลามะเอามือแตะที่หัวแต่ละคนแล้วถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างเช่นเห็นแสง หรือรู้สึกร้อนวูบวาบไหม แล้วก็ทำนายว่าคนนั้นดวงเป็นอย่างไร กำลังจะป่วยเป็นอะไร ต้องการให้ท่านช่วยอะไรไหม เสร็จแล้วพระลามะก็จะแนะนำ ให้ไปซื้อหินทิเบต ชนิด ๒ตา บ้าง ๖ ตาบ้าง ๙ตาบ้าง แล้วนำไปให้ท่าน ปลุกเสก เพื่อนเราบางคนก็เชื่อก็ไปซื้อหินมาให้ท่านปลุกเสกเสียเงินไปหลายพันบาท พอมาถึงตาผมท่านถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างผมนึกในใจว่ารู้สึกว่ากำลังจะถูกหลอกให้ซื้อหิน แต่พูดออกไปไม่ได้เดี๋ยวไม่ปลอดภัย ก็ บอกว่าเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร ท่านมองหน้าสักครู่ก็มอบสร้อยมือลูกประคำให้ แล้วถามว่าจะขอให้ช่วยอะไรไหม ผมตอบว่าขอให้พวกเราปลอดภัยอย่ามีอุปสรรคในการท่องเที่ยว ท่านพยักหน้า แล้วให้ผมออกไป ไม่ได้บอกให้ไปซื้อหิน ท่านคงดูออกว่าผมไม่ค่อยศรัทธา เพราะความจริงก็ไม่ศรัทธาตั้งแต่เห็นท่านเอามือแตะศีรษะผู้หญิง และทำนายทายทักจะให้แก้โดยการให้ไปซื้อหินทิเบตไปให้ท่านปลุกเสกแล้ว หลังจากออกจากร้านขายของปรากฏว่าคุณหมอสุวัฒนา เล่าให้ฟังว่าเธอโดนลามะทำนายว่า ดวงไม่ดีกำลังจะเจ็บป่วย ต้องแก้โดยให้แขวนหินทิเบต ๒ ตา ตอนแรกเธอเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะตั้งแต่เธอเดินทางถึงลาซา รู้สึกไม่สบาย จึงไปซื้อหิน๒ตาไปให้ลามะปลุกเสก แต่ทางลามะบอกว่าเธอยังคงมีเคราะห์ต้องแก้โดยให้ซื้อพระพุทธรูปไปบูชา เธอเริ่มรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว เพราะแค่ กัดฟันซื้อหิน๒ตาก็จ่ายเงินไปกว่า ห้าพันบาทแล้ว ถ้าต้องซื้อพระพุทธรูปอีกคงไม่ไหว เพราะราคา กว่าสองหมื่นบาท เธอจึงไม่ซื้อ ทางร้านก็พยายามตื้อที่จะขาย และไม่ยอมให้เธอออกจากร้าน กว่าจะออกจากร้านได้ตั้งนาน

จากนั้นไปรับประทานอาหารเที่ยง เมนูมื้อนี้ก็คล้ายๆเมื่อวานมีทั้งหมด ๒๒ รายการ กินกันไม่หมด รดชาดยังรักษาความเค็มไว้ได้เหมือนเดิม มื้อนี้มีเนื้อวัวภูเขาหรือจามรี และมีเหล้าทิเบตแจกให้ดื่มด้วย ว่ากันว่าเป็นของดีของทิเบต แต่ผมไม่กินเนื้อวัวและไม่ดื่มเหล้า จึงไม่ได้ลองชิมว่าจะอร่อยแค่ไหน รู้แต่ว่าปลาน้ำจืด และกุ้งน้ำจืดทิเบต รดชาดดี พวกผักต่างๆก็สดและกรอบ ไกด์เล่าว่าผักเหล่านี้ไม่ฉีดยาและไม่ใช้สารเคมี ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ฟังได้แต่อย่าเชื่อนัก เพราะเขาก็ต้องบอกว่าของเขาดีจริงไหมครับ ส่วนหมู และไก่ ปรุงมาค่อนข้างมันและเค็ม แก้โดยเอามาจุ่มในน้ำชาจีนเสียก่อน ลดความมันและเค็มได้ดี ดังนั้นในมื้อหลังๆผมก็ใช้สูตรนี้ตลอด คนทิเบตส่วนใหญ่จะกินเค็มและมัน เพราะอยู่บนที่ราบสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง ๓,๖๕๐ เมตรซึงสูงมากมาก อากาศหนาว ต้องเดินขึ้นเขาใช้พลังงานมาก จึงชอบกินของมันๆให้พลังงาน และรสเค็มและเผ็ดทำให้เจริญอาหารจึง กินทั้งเผ็ดมันเค็มครบสูตร หลังอาหารเที่ยงไป

เที่ยวชมวัด เดรปุง ภาษาจีนเรียก ชื่อปังซื่อ คำว่าเดรปุง ภาษาทิเบต แปลว่า พระพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha) สร้างใน ค.ศ.๑๔๑๖ทหรือ ๕๙๓ ปีมาแล้ว โดยพระลามะ จัมญัง โชเจ ดาชิ ปัลเดน ซึ่งเป็นศิษย์เอก ของท่าน ชองฆาปา ผู้ปฎิรูปพระพุทธศาสนาในทิเบต และก่อตั้งนิกายหมวกเหลือง มหายาน ตันตระ วัชระแบบทิเบต และท่านยังเ ป็นอาจารย์ขององค์ดาไลลามะ ที่ ๑ ด้วย ในอดีตวัดนี้เคยเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเวลานาน ที่นี้เป็นพระตำหนักอีกแห่งขององค์ดาไลลามะ ก่อนที่พระราชวังโปตาลาจะบูรณะเสร็จ ยังมีสถูปบรรจุพระศพของ องค์ดาไลลามะ ที่๒,๓,๔ ตั้งอยู่ในอารามแห่งนี้ด้วย เชื่อกันว่าวัดเดรปุงน่าจะเป็นวัดที่ใหญ่ติดอันดับโลกในยุคที่เจริญสูงสุด ตั้งอยู่บนเนินเขา แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ด้านล่างเป็นเขตสังฆาวาสมีกุฏิสงฆ์ อาคารเก็บของ และอาคารใช้สอยอื่นๆ หลายหลัง ด้านบนเป็นเขตพุทธาวาส เป็นที่ตั้งหอสวดมนต์หลายหอ เรียกว่าหอ ดูฆางส์ (Dukhangs) ภายในหอสวดมนต์มีพระพุทธรูปปางต่างๆมากมาย และภาพวาดบนผืนผ้าเป็นรูปพระพุทธองค์ เรียกว่าภาพ ธังกา ผืนใหญ่ เก็บไว้ ในแต่ละปีทางวัดจะมีเทศกาล เดรปุง โชตัน โดยกำหนดเอาวันที่ ๑๓ เดือน ๖ ตามปฏิทินจันทรคติของทิเบต มักจะตรงกับช่วงเดือนสิงหาคม ทางวัดจะนำภาพวาดพระพุทธเจ้าบนผ้า ผืนใหญ่ คือภาพธังกา มาคลี่กางกลางภูเขาใกล้วัด ผู้แสวงบุญจากทั่วสารทิศจะมาสักการะภาพ ธังกา นี้พร้อมกับนำโชตัน คือนมเปรี้ยวที่ทำจากน้ำนมจามรี มา ถวายแด่พระลามะ เนื่องในวาระเสร็จสิ้น การบำเพ็ญเพียรศึกษาธรรมประจำฤดูร้อน ยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติติดต่อกันมาทุกปี สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่เริ่มเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ พวกเราได้เดินชมภายในบริเวณวัด และในอาคารต่างๆ ในพระวิหารที่พระลามะใช้ปฏิบัติธรรมจนสมควรแก่เวลา จึงพากันเดินทางกลับ เนื่องจากวัดนี้ตั้งบนเนินเขาต้องเดินขึ้นสูงพอสมควร ตอนลงมาเราจะมองเห็นทิวทัศน์รอบๆวัดสวยงาม สามารถมองเห็นสถานีรถไฟ ขบวนมหัศจรรย์ที่เราจะโดยสารกลับไปชิงไห่ในวันมะรืนนี้ด้วย

จากนั้นไปชมพระอารามหลวง วัดโจคัง (Jokhang Temple) คนจีนเรียกวัด ต้าเจาซื่อ มีความหมายว่า “สถานที่ประดิษฐานพระคัมภีร์” สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ ซงจ้าน กัมโป ในคริศต์ศตวรรษ ที่ ๖ ประมาณ กว่า ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย ยูเนสโกเรียบร้อยแล้ว อารามนี้สร้างไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ที่องค์หญิงหวินเฉิน แห่งราชวงศ์ถัง พระมเหสีของพระองค์ นำมาจากประเทศจีน ศิลปะการก่อสร้างมีจุดเด่น ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัวของศิลปะจีนสมัยถัง กับศิลปะทิเบต ว่ากันว่าเมื่อก่อนตรงที่สร้างวัดเป็นสระน้ำ มีตำนานเล่าว่า ก่อนที่ พระเจ้า ซงจ้าน กัมโป จะสร้างวัด พระองค์ได้อธิษฐานว่าจะโยนแหวนขึ้นไปบนอากาศหากแหวนตกลงที่ใด ก็จะสร้างวัดตรงนั้น ปรากฏว่าแหวนลอยไปตกลงในสระ กระทบกับหินที่โผล่อยู่ในสระ ทันใดนั้นเกิดนิมิตของสถูปปรากฏขึ้น พระองค์จึงมีพระราชบัญชาให้สร้างวัดที่นี่ เมื่อแรกสร้างวัดมีพื้นที่ไม่มากนัก ต่อมาเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ องค์ดาไลลามะที่ ๕ ได้ทรงบูรณะและสร้างต่อเติมครั้งใหญ่ กลายเป็นพระอารามหลวงมีพื้นที่กว่า ๒๕,๑๐๐ ตารางเมตร สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่ พระวิหารหลวงขนาด ๔ ชั้น มีลักษณะตัวอาคารแบบจีน แต่หลังคาส่วนบนประดับตกแต่งด้วยศิลปะทิเบต ชั้นล่างเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปทองคำที่องค์หญิงเหวินเฉินแห่งราชวงศ์ถัง นำติดตัวมาเมื่อครั้งอภิเษกกับพระเจ้าซงจ้าน กัมโป ชาวทิเบตเคารพนับถือพระพุทธรูปองค์นี้มาก เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก แม้แต่พวกขบวนเรดการ์ด หรือกองทัพแดงที่ทำลายทุกอย่าง ตอนที่มีการปฎิวัติ วัฒนธรรมจีน ยังไม่กล้าแตะต้องพระพุทธรูปองค์นี้เลย จะเห็นชาวทิเบต เข้าไปกราบไหว้ และบูชา ด้วยการเติมน้ำมันไขจามรี เติมลงในกระถางที่จุดไฟ บูชา เหมือนที่ พวกเราจุดเทียนบูชาพระ ชั้น๒ ประดิษฐานรูปปั้นของพระเจ้า ซงจ้าน กัมโป และพระมเหสีทั้งสองพระองค์ คือองค์หญิงเหวินเฉินจากจีน และองค์หญิงบริกูติจากเนปาล ชาวจีนเรียกองค์หญิง ชื่อจุน ชั้น๓ เป็นลานกว้างเปิดโล่งเสมือนหนึ่งเป็นหน้าต่างสู่ฟ้า สามารถชมทัศนียภาพหลังคาสีทองของพระวิหารได้ชัดเจน ชั้นสี่เป็นหลังคาที่มีส่วนผสมของทองคำ ๔ หลัง โดยรอบพระวิหารรวมทั้งแนวระเบียงทางเดินเต็มไปด้วยจิตกรรมฝาผนัง โดยมากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ และประวัติบุคคลสำคัญต่างๆของทิเบต ภายในวัดยังเก็บรักษาวัตถุโบราณอันมีค่าอีกมาก

ในวันที่พวกเราเข้าไปชม พระลามะมีการจับคู่ ปุจฉา วิสัชนา ปัญหากัน ลามะที่ถามจะยืน ยกมือเหนือหัวหวี่ยงไปข้างหน้า เหมือนจะปาสิ่งของถามเสียงดัง ส่วนลามะที่ตอบจะนั่งขัดสมาธิ อยู่ตรงหน้า และผลัดกันถาม ผลัดกันตอบ จับเป็นคู่กันหลายสิบคู่ ดูไม่ค่อยสำรวมกันเท่าไร ค่อนข้างไปทางสนุกสนานกันมากกว่า หลังจากชมกันพอสมควรแก่เวลา ก็ออกมาเดินถ่ายรูป ด้านนอก และเดินดูของทีระลึก ที่หน้าวัดจะเห็น ชาวทิเบต มากมาย มากราบไหว้แบบ อัษฎางคประดิษฐ์ คือกราบไหว้ลงไปทั้งตัวแบบนอนคว่ำหน้า จากนั้นก็เดินตามถนนรอบวัดเรียกถนนแปดเหลี่ยม ผมมองอย่างไรก็ไม่เห็นเป็นแปดเหลี่ยม แต่ถ้าแปดแยกละก็อาจใช่ เพราะมี แยกหลายแยก มีร้านขายของเยอะแยะ ซึ่งถูกใจเพื่อนหญิงมาก คุณเธอทั้งหลาย ล้วนเป็นลูกคุณช่างซื้อกันทั้งนั้น สนนราคาขึ้นอยู่กับความสารถเฉพาะตัวของแต่ละคน ใครต่อรองเก่งก็ได้ของถูก ใครออกอาการอยากได้มากก็เจอของแพง คนซื้อทีหลังย่อมชื้อได้ถูกกว่าเสมอ แต่ถ้าเจอของถูกใจชิ้นเดียว ก็ต้องรีบตัดสินใจ เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อซื้อมาแล้วต้องคิดเสียว่า ซื้อแล้วเหมือนได้เปล่า ไม่ต้องเอามาคิดให้เจ็บใจ แม้ว่าจะแพงกว่าเพื่อนๆ ก็ต้องคิดว่าได้ของแท้ และยังถูกกว่าในเมืองไทยจริงไหมครับ หลังจากช้อปปิ้งกันพอหายอยาก ก็ขึ้นรถไปปรับประทานอาหารเย็น มื้อนี้รู้สึกว่าทุกคนต่างกินกันได้มากเป็นพิเศษ อาจหิว หรือเหนื่อยจากการเที่ยวทั้งวัน อาหารก็มีมากมายหลายอย่างเช่นเคย เริ่มชินกับ รดชาดอาหารกันบ้างแล้ว ก็เริ่มเจริญอาหาร มีเพียงบางท่านที่ยัง เรียกหา หมูหยอง และน้ำจิ้มซีฟูด จากน้องโจ ผู้ช่วยไกด์ที่น่ารัก หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็กลับเข้าที่พักสุดหรู บรามาพุตรา แกรนด์ โฮเต็ล ตอนแรกกะกันว่าคืนนี้จะไปดูไฟที่พระราชวังโปตาลา ยามค่ำคืน แต่ไกด์เกรงพวกเราจะพักผ่อนกันไม่เพียงพอ เพราะพรุ่งนี้ต้อง นั่งรถขึ้นภูเขาไปดูทะเลสาบสวรรค์กันอีก จึงขอเลื่อนไปดูไฟในคืนพรุ่งนี้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปเปล่าๆ ก็เดินชม พิพิธภัณฑ์ในโรงแรมส่วนที่ยังไม่ได้ดู ก็เพลิดเพลินดี

 

         วันที่สี่ พุธที่ ๑๕ เมษายน หลังจากกินอาหารเช้า ในโรงแรมเรียบร้อย ก็ ออกเดินทางไปชมทะเลสาบยัมดรก(YamdrokTso) หรือ ทะเลสาปสวรรค์ คนจีนเรียก หม่าหลู่จังปู้ ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง เกือบ ๕,๐๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อยู่ทางทิศตะวันตก ห่างจากลาซา ประมาณ ๘๐ กิโลเมตร พวกเรานั่งรถไปสู่เมืองกังเสะ บนเถนนมิตรภาพที่เชื่อมระหว่างทิเบต กับเนปาล รถวิ่งลัดเลาะภูเขา และแม่น้ำยาร์ลุง หรือแม่น้ำพรหมบุตร ทิวทัศน์สวยงาม เห็นภูเขาล้อมรอบ บางช่วงผ่านสายธารน้ำเล็กๆ ขณะที่รถเราแล่นผ่านสะพานข้ามแม่น้ำพรหมบุตรได้ไม่นานนัก รถเริ่มมีปัญหา น้ำมันพวงมาลัยรั่ว ต้องจอดรถ เพื่อติดต่อขอรถคันใหม่จากบริษัทในเมืองลาซา โชคดีที่รถไปจอดหน้าบ้านชาวทิเบตแท้ๆ ที่หาชมได้ยากแล้วในเมืองลาซา ใหม่ เลยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส อย่าให้เสียเวลาเปล่าระหว่างรอรถคันใหม่ จึงลงไปศึกษาวิถีชีวิตของชาวทิเบตเสียเลย เขาอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ยังเลี้ยงวัวภูเขาหรือจามรี และเก็บเอาขี้วัวมาตากแห้งทำเชื้อเพลิง ชาวบ้านมีน้ำใจ เชื้อเชิญพวกเราให้เข้าไปในบ้าน และหาน้ำชาทิเบตมาเลี้ยงต้อนรับ ผมขออนุญาตเจ้าของบ้านเข้าห้องน้ำ เขาพาขึ้นไปชั้นบนมีลักษณะแบบดาดฟ้า ตรงกลางมีหลังคาพลาสติกสีฟ้าใสมองเห็นท้องฟ้า มีกระถางไม้ดอกสวยงามหลายกระถางแขวนอยู่ เขาชี้ให้เดินเข้าไปในซอกด้านหลังห้อง ต้องตกตลึงเมื่อเห็นห้องน้ำ เพราะเจอรูอยู่ ๒ รู รูแรกกลมไม่ใหญ่นักใช้สำหรับปัสสาวะ อีกรูเป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดพอนั่งยองได้ไม่ตกลงไปข้างล่าง ไม่ต้องบอกก็คงทราบนะว่าใช้ทำอะไร ทั้งสองรูมีท่อรับลงไปชั้นล่างไปออกด้านหลังบ้าน ไปเก็บในบ่อเกรอะ คิดว่าพวกเขาคงเก็บไว้ทำปุ๋ยหมักแน่ๆเลย มิน่าละผักของเขาถึงสวยงามปราศจากสารเคมี อย่างที่ไกด์ท้องถิ่นเคยบอก บ้านที่เราเข้าไปเยี่ยมชม ฐานะดีมีอันจะกิน เพราะมีตู้แช่ขายเครื่องดื่ม และขนมซองและสินค้าอย่างอื่นพอประมาณ ผมเดินสำรวจไปรอบๆ และเดินข้ามถนนไปอีกฟาก เจอ ธารน้ำเล็กๆไหลผ่านหลังบ้าน มีชาวบ้านนั่งซักผ้า ลูกเล็กนั่งร้องไห้ แก้มแดงเหมือนลูกท้อสุก เด็กทิเบตส่วนใหญ่แก้มแดง เพราะโดนแสงแดดจัด สายตาก็เสื่อมเร็ว นักท่องเที่ยวจึงควรใส่แว่นกันแดดและทาครีมกันแดด

หลังจากรอรถเกือบ ๒ ชั่วโม รถคันใหม่ก็มารับพวกเราเดินทางต่อไป เส้นทางขึ้นภูเขาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และถนนคดเคี้ยวไปมาหักเป็นข้อศอกก็มี เขาเรียกเขาพับผ้า คนขับชำนาญทาง และถนนดี ไม่ค่อยมีรถสวน ไม่น่ากลัว ทิวทัศน์สวยงามดี เห็นภูเขาสลับซับซ้อนไปหมด มีหิมะกำลังละลาย บางช่วงมองลงไปเห็นลำธารน้ำไหลผ่านขนานกับถนนแต่อยู่ลึกลงไปมาก จนในที่สุดพวกเราก็ขึ้นถึงจุดชมทะเลสาบที่ระดับความสูง ๔,๙๙๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อากาศหนาวไม่มาก ลมพัดสบาย มองไป เห็นทะเลสาบ น้ำใส จนเห็นภาพสะท้อนของภูเขา ท้องฟ้า และเมฆ ได้ชัดเจน น้ำมีสีเขียวอมฟ้า จนฝรั่งให้ฉายาว่าทะเลสาบ เทอร์ควอยส์ ชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นทะเลสวรรค์ ชื่อยัมดรก เป็น ๑ ใน ๓ ของทะเลสาบสวรรค์ คนจีน เรียกหม่าหลู่จังปู้ พวกเราต่างชื่นชมกับทิวทัศน์ และถ่ายภาพกันใหญ่ มีชาวบ้านนำจามรี มาให้เช่าขี่ ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก คนละ ๑๐ หยวน ถูกใจเพื่อนๆผู้หญิงหลายคน เจ้าของยิ้มหน้าบานเที่ยวนี้ได้ไปหลายหยวน

หลังจากได้ชมความงามและถ่ายภาพจนจุใจ ก็เดินทางกลับลาซา เพื่อไปรับประทานอาหารเที่ยง แต่วันนี้เราเสียเวลามากกว่าจะได้กินก็ประมาณ บ่าย ๓ โมงไปแล้ว หลังจากนั้นไปชมร้านขายยาทิเบต พวกเราไม่ค่อยอยากไป แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นไฟ้ท์บังคับ ที่ไกด์ต้องพาไป ตามกฎที่ทางการกำหนดไว้ ที่ร้านขายยาทิเบตมีตัวยาสมุนไพร มีเครื่องมือแพทย์สมัยโบราณ ตั้งโชว์ไว้มากมาย มีการสาธิตการนวด โดยเชิญพวกเรารับบริการนวดฟรี หลายคนชอบเพราะรู้สึกผ่อนคลาย นวดต้นคอ นวดไหล่ และใช้น้ำมันสมุนไพรทา มีการวินิจฉัยโรคโดยการดูมือแล้วบอกว่าสุขภาพดีหรือป่วยเป็นอะไร ผมเลยให้เขาลองดูมือปรากฏว่าหมอวินิจฉัยมั่ว ไม่ตรงเลย เท่าที่สังเกตเขาจะวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคไต โรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหาร เลือดลมไม่ดี แล้วจดรายการยาสมุนไพรให้ไปซื้อ ต้มกิน ส่วนใหญ่พวกเราไม่ชื้อ พนักงานขายคงรู้สึกเซ็ง ที่พวกเรารู้ทันว่าจะถูกหลอกขายยา ไม่ค่อยมีใครซื้อยาที่หมอจดให้ ที่มีซื้อบ้างเป็นประเภทน้ำมัน ทาแก้ปวดเมื่อย เพราะหลายคนเมื่อยแข้งเมื่อยขา จากเดินเที่ยวกันมาหลายวันแล้ว จากนั้นกลับไปโรงแรมที่พัก เพื่อพักผ่อน ก่อนจะไปรับประทานอาหารค่ำ และไปชมไฟที่พระราชวังโปตาลาในคืนนี้ อาหารค่ำมื้อนี้ยังมากมายเหมือนเดิมกินกันไม่หมดเหลือเยอะแยะน่าเสียดาย จากนั้นไปชมพระราชวังโปตาลา ยามค่ำคืน ดูไฟสาดส่องพระราชวัง ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่บนยอดเขาแดง สวยงามมาก มีการถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน อากาศยามค่ำคืนค่อนข้างหนาว บรรยากาศโรแมนติกมากพวกที่พาคู่มา จึงเดินกอดกันเป็นคู่ๆ นอกจากคณะของเราแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวคณะอื่น มาดูไฟ กันมาก

เหมือนกัน จากนั้นกลับที่พัก คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่พวกเราจะนอนที่ลาซา พรุ่งนี้จะได้นั่งรถไฟไต่หลังคาโลก กลับไป เมืองซีหนิง มลทลชิงไห่ กันแล้ว

         วันที่ห้า พฤหัส ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ หลังอาหารเช้าที่โรงแรม พวกเราเช็คเอาท์จากโรงแรม และเดินทางไปชมวัดเซรา (Sera Mostery) ตั้งอยู่ที่บริเวณเชิงเขา ตาติปู อยู่ทางทิศเหนือของกรุงลาซา ไปประมาณ ๕ กิโลเมตร สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นกระท่อมที่พระชองฆาปา ได้ศึกษาธรรม และปฏิบัติกรรมฐาน สร้างขึ้นเมื่อ ๕๙๐ ปีมาแล้ว โดยศิษย์เอก ของท่าน ชองฆาปา ท่านชองฆาปานี้เป็นพระอาจารย์ขององค์ดาไลลามะที่ ๑ และเป็นผู้ปฏิรูปศาสนาพุทธในทิเบต ผู้ก่อตั้งนิกายหมวกเหลือง หรือนิกายคุณธรรม วัดเซรานี้เป็นวัดใหญ่ ในอดีตเคยมีพระลามะจำพรรษาถึง ๕,๐๐๐ รูป ปัจจุบันมีพระประมาณ ๓๐๐ รูป ทางเดินเข้าวัดเป็นเนินเพราะอยู่บริเวณเชิงเขา มีต้นไม้ร่มรื่น ทัศนียภาพสวยงามกว่าทุกวัดที่ดูมาแล้ว บริเวณวัดกว้างขวาง มีอาคารหลักๆหลายอาคาร มีวิหารที่พระลามะใช้ปฏิบัติศาสนกิจหลังใหญ่ ภายในอาคาร มีพระพุทธรูป และภาพวาดตามผนัง กำแพงมากมายอาคารส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี ไม่ถูกทำลายในช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ชาวทิเบตถือว่าเป็นสำนักสงฆ์ที่มีคุณภาพ เกือบทุกวันในช่วงเย็น จะมีพระลามะมาทดสอบความรู้ทางธรรม ถาม ตอบปัญหาธรรม ในรูปแบบ ปุจฉา วิสัชนา กันเป็นประจำ หลังจากได้ชมและถ่ายภาพกันจนจุใจแล้ว

พวกเราขึ้นรถบัสไปสถานีรถไฟ ลาซา เพื่อเดินทางไปเมืองซีหนิง มลทลชิงไห่ ต้องไปก่อนเวลามาก เพราะการเดินทางโดยรถไฟสายพิเศษนี้มีการตรวจรักษาความปลอดภัยแบบคุมเข้มเช่นเดียวกับท่าอากาศยาน เพราะทางการจีนกลัวการก่อวินาศกรรมจากพวกหัวรุนแรงของทิเบต พวกเราโชคดีที่ไปเที่ยวทิเบตในช่วงนี้ นักท่องเที่ยวไม่มากนัก จึงเสียเวลาไม่นานนักในการเข้าคิวตรวจ ถ้าเป็น ๒ปีก่อนที่เพิ่งเปิดทางรถไฟคนจะแน่นมาก พวกเรานั่งรอคอยขึ้นรถไฟไม่นาน ก็ได้ขึ้นรถ เป็นรถนอนชั้นหนึ่ง ห้องละสีคน เตียงนอนสองชั้น มีโต๊ะเล็กๆใช้วางกาน้ำชาและของกิน ที่เก็บของเป็นช่องอยู่ข้างบน หรือวางบนพื้นก็ได้ รถยังใหม่ สะอาดมาก ทุกโบกี้มีอ่างล้างมือ ทั้งน้ำอุ่นน้ำเย็นพร้อม ห้องสุขา สะอาด มีทั้งแบบโถ และแบบนั่งยอง ทำความสะอาดด้วยพลังลมดูด แบบเดียวกับเครื่องบิน ภายในรถปรับอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลา เหนือประตูทางเข้าแต่ละโบกี้ มีไฟตัววิ่งบอกเวลา ความเร็ว ระดับความสูง และอุณหภูมินอกตัวรถ ให้ทราบตลอดเวลา นอกห้องนอน เป็นทางเดินแคบๆ มีเก้าอี้พับติดไว้ข้างฝาผนังรถ ด้านขวา สามารถดึงมานั่งชมวิวทิวทัศน์ข้างทางได้ หน้าต่างรถไฟทั้งสองด้านเป็นกระจกใสปิดตาย เพื่อป้องกันการทิ้งขยะออกนอกรถ มีค้อนเหล็ก และเครื่องดับเพลิงติดไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน มีเครื่องผลิตออกซิเจน ไว้ให้ผู้โดยสารที่แพ้ความสูงหายใจไม่พอ ภายนอกรถอากาศมีออกซิเจนน้อยกว่าปกติ เพราะอยู่บนที่ราบสูง รถเริ่มออกจากสถานีลาซา ตอนเที่ยงตรง ค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ รถนิ่มมากไม่สั่น สะเทือน นั่งชมวิว และถ่ายภาพได้สะดวก ภาพไม่สั่น ห้องนอนอยู่ด้านซ้ายของรถ มองออกไปภายนอกมีเทือกเขายาวเหยียดขนานทางรถไฟไปตลอดทาง ภาพเทือกเขาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แรกๆเป็นลักษณะภูเขาหินแห้งๆ ไม่มีต้นไม้ มองใกล้เข้ามาจะเห็นทุ่งหญ้า บางส่วนมีแกะและจามรีที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เป็นฝูงๆ ลักษณะเหมือนนิวซีแลนด์ สักพักภูเขาเริ่มเปลี่ยนสีมีหิมะเกาะติดที่ส่วนยอด สีขาว และหนาขึ้นเรื่อยๆ มองใกล้เข้ามาเห็นทุ่งหญ้าเขียวขึ้น บางช่วงมีธารน้ำที่หิมะละลายไหลขนานทางรถไฟ ใกล้เข้ามาอีกจะเห็นรั้วตาข่ายเหล็กกั้นไว้ตลอดไม่ให้สัตว์เข้ามาถึงรางรถไฟ และมีบ้านชาวบ้านอยู่ประปราย นึกถึง สวิสเซอร์แลนด์ บางช่วงตามพื้นมีหิมะเกาะกันแน่นเป็นบริเวณกว้างเหมือนธารน้ำแข็ง นึกถึง กลาเซีย แถวสแกนดิเนเวีย บางช่วงยอดเขาเป็นสีน้ำตาล ทุ่งหญ้ากลายเป็นทรายและดินสีน้ำตาลแดง แล เห็นแซนดูลเป็นหย่อมๆ เหมือนอยู่ในทะเลทราย เรียกว่านั่งมองสองข้างทาง จะเห็นทิวทัศน์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังสารคดีท่องเที่ยว บางช่วงก็ลอดอุโมงค์ รถไฟกำลังวิ่งด้วยความเร็วประมาณ ๑๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่บนความสูงประมาณ กว่าสี่พันเมตรจากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิภายนอกประมาณ ๕องศาเซ็นเซียส แต่ในรถกำลังสบาย มีเครื่องปรับอากาศเพิ่มออกซิเจนและปรับอุณหภูมิที่พอเหมาะคงที่ตลอดเวลา บางช่วงเพื่อนๆส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นให้ดูวิวด้านขวามือ เราก็ออกจากห้องไปดูและถ่ายภาพ รถไฟกำลังเลี้ยวโค้งเห็นหัวรถจักรกำลังแล่น ผ่านสะพาน ไกลออกไปเป็นภูเขา และมีฝูงจามรีและแกะ มากมาย เรียกว่าสองข้างทางมีทิวทัศน์สวยงามตลอดทาง ดูกันไม่เบื่อดูกันตั้งแต่เที่ยงวัน จนถึงสองทุ่มก็ไม่มีใครเบื่อ อย่าเพิ่งแปลกใจหรือคิดว่าผมโม้ เพราะเราอยู่บนหลังคาโลก พระอาทิตย์ไม่ลับขอบฟ้าง่ายๆหรอก ขนาดสองทุ่มยังมองเห็นภายนอกได้ชัดเจน เหมือน ๖ โมงเย็นของบ้านเรา และตอนกลางคืนมองเห็นพระจันทร์ แรม ๗ ค่ำ เป็นรูปตัว ซี แทนที่จะเห็นพระจันทร์หงายครึ่งเสี้ยวเหมือนของบ้านเรา พวกที่ชอบถ่ายรูปก็สนุกกับการถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก รถไฟก็แสนจะนิ่มถ่ายภาพได้ง่าย ผิดกับการถ่ายภาพบนรถยนต์ที่สั่นตลอดทาง เส้นทางที่ผ่านอยู่บนที่ราบสูงทิเบต หรือบนหลังคาโลก มีสถิติที่น่าสนใจหลายอย่าง ๑.เป็นเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก สูงกว่าทางรถไฟ เฟอร์โรคาร์ริล เซ็นทรัล แอนดิโน่ บนเทือกเขาแอนดีส ในประเทศเปรู ที่เคยครองแชมป์ทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก โดยลบล้างสถิติเดิม โดยจุดสูงสุด สูงถึง ๕,๐๗๒ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สูงกว่าแชมป์เก่าถึง ๒๕๔ เมตร ๒.เป็นทางรถไฟบนที่ราบสูงที่ยาวที่สุดในโลกกว่า ๑,๙๖๐ เมตร เฉพาะที่อยู่เหนือระดับความสูงกว่า ๔,๐๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ยาวกว่า ๙๖๐ กิโลเมตร ๓.ผ่านเขตดินน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในโลก ประมาณ ๕๖๐ กิโลเมตร ๔. สถานี ถังกู่ลา ตั้งอยู่บนความสูง ๕,๐๖๘ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเป็นสถานีที่สูงที่สุดในโลก ๕.อุโมงค์ เฟิงหว่อ ชาน บนความสูง ๔,๙๐๖ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นอุโมงค์ที่สูงที่สุดในเขตดินน้ำแข็งของโลก ๖.อุโมงค์ที่เจาะผ่านเทือกเขาคุนลุ้น ชาน ยาว ๑,๖๘๖ เมตร เป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดบนที่ราบสูงที่สร้างในเขตดินน้ำแข็ง ๗.เป็นรถไฟบนที่ราบสูง สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนเขตดินน้ำแข็ง ๘.เป็นการสร้างทางรถไฟที่ไม่มีกรรมกรเสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างแม้แต่คนเดียว ซึ่งผิดกับการสร้างถนน จากเมืองซีหนิงไปเมืองลาซาเมื่อหลายปีก่อน ระยะทางเกือบ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ที่กรรมกรเสียชีวิต เฉลี่ยแล้วกิโลเมตร ละ ๑ คน ผมจะค่อยเล่าให้ฟังว่าจีนทำได้อย่างไร ในตอนหลัง ๙.ใช้งบประมาณการก่อสร้าง ประมาณ ๓๓,๙๐๐ ล้านหยวน ๑๐.เป็นเส้นทางที่ใช้เทคโนโลยีล้ำยุคที่สุดในก่อสร้างราง เนื่องจากเส้นทางเกือบ ๑ใน ๔ ต้องตัดผ่านเขตดินน้ำแข็งซึ่งจะเหลวและละลายในฤดูร้อน วิศวกรจีนจึงแก้ปัญหาด้วยการฝังฐานรากรางรถไฟด้วยท่อที่บรรจุแก๊สไนโตรเจน และไนโตรเจนเหลว เพื่อคงสภาพอุณหภูมิ มิให้ดินเกิดการละลาย อ่อนยวบจนรับน้ำหนักขบวนรถไม่ไหว ๑๑.ไม่มีการทิ้งขยะออกนอกรถโดยเด็ดขาด ทั้งขบวนจึงใช้โบกี้รุ่นที่กระจกประตูหน้าต่างปิดตายตลอดเส้นทาง มีพนักงานคอยเก็บขยะนำกลับไปทิ้งยังสถานี พื้นราบ ๑๒.รางรถไฟช่วงที่ผ่านเขตอาศัยของสัตว์ป่า ก็ออกแบบสร้างเป็นทางยกระดับ เพื่อหลีกเลี่ยงการขวางทางเดินอพยพโยกย้ายแหล่งหากินของสัตว์ป่า ๑๓.เส้นทางสายนี้สามารถสร้างเสร็จก่อนกำหนดถึง๑ปี เริ่มสร้าง ๒๙ มิถุนายน ๒๐๐๑ กำหนดเสร็จ ๒๙ มิถุนายน ๒๐๐๗ โครงการ ๖ ปี แต่สามารถสร้างเสร็จก่อนเวลาถึง ๑ ปี นับว่า จีนทำงานได้รวดเร็วมาก และเริ่มเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์ โดยท่านหูจินเทา เป็นประธาน ตัดริบบิ้นในพิธีเปิด เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๐๐๖ ตามที่ผมเล่าว่าเส้นทางรถไฟสายนี้ไม่มีกรรมกรเสียชีวิตเลยในการก่อสร้าง เพราะจีนได้บทเรียนจากการสร้างถนนจากซีหนิงเมืองเอกของมณทลชิงไห่ ไปลาซา เสียชีวิตกรรมกรไปมากเกือบ ๒,๐๐๐ คน เฉลี่ยแล้วกิโลเมตรละ๑คน เพราะการสร้างถนนบนที่ราบสูง อากาศมีออกซิเจนน้อยกว่าพื้นราบ ๓๐% กรรมกรทำงานหนัก เหนื่อยเกินไป พักผ่อนไม่พอตายได้ง่าย คราวนี้ในการสร้างทางรถไฟ จึงมีจุดพักและหน่วยรักษาพยาบาลทุกสิบกิโลเมตร และให้คนงานทำงานเป็นผลัด และมีการสับเปลี่ยนพักผ่อนก่อนเกิดอาการป่วย ผู้ที่ป่วยก็ได้รับการรักษาทันท่วงที จึงไม่มีใครตายเลย อันนี้น่าสนใจ จีนเอาบทเรียนจากการผิดพลาดมาแก้ไข เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า “ถูกเป็นศิษย์ ผิดเป็นครู” ผมลืมบอกไปว่าอัตราค่าโดยสารที่นอนพิเศษ ห้องละ ๔ คน ของพวกเราคนละ ๘๑๐ หยวน ไม่รวมค่าอาหารในรถ ๓ มื้อ วันนี้เราทานมื้อเที่ยงตอนบ่ายโมงและมื้อเย็น เกือบหกโมงเย็นในตู้เสบียง จัดเป็นโต๊ะเล็กๆ นั่งได้สี่คน อาหารดีใช้ได้ รดชาดดี สะอาด แต่มรรยาทคนเสริฟยังต้องแก้ เพราะยกของข้ามหัวน่ากลัวหล่นใส่ แต่ว่าไปแล้วก็เหมือนกันเกือบทุกแห่งทั่วเมืองจีน ยังดีที่ไม่มีการขากถุยบนขบวนรถ อีกเรื่องที่น่ารำคาญ คือผู้โดยสารชาวจีน ยังแอบสูบบุหรี่ทั้งๆที่มีกฎห้ามสูบบุหรี่ ก็ไปแอบสูบหน้าห้องน้ำและไม่ปิดประตูเข้าห้องโดยสารควันและกลิ่นเลยเข้ารบกวนเป็นครั้งคราว จนต้องไปบอกพนักงานรถไฟให้ไปเตือน พนักงานรถไฟเป็นคนหนุ่มคนสาว แต่งชุดฟอร์มดูสวยงามดี ขยันเก็บขยะตามห้องผู้โดยสาร ดูเอางานเอาการดี หลังอาหารเย็นพวกเราต่างแยกย้ายกันพักผ่อน บางคนยังติดใจทัศนียภาพภายนอกก็นั่งชมวิวทิวทัศน์กันไปเรื่อยๆ สองข้างทางยังมี วิวสวยๆให้ดูกันตลอดทาง เนื่องจากอยู่บนหลังคาโลก แสงแดคยังสว่าง พอที่จะเห็นวิวภายนอก แม้จะเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว กว่าจะมืดประมาณสองทุ่มครึ่ง ในห้องนอนมี ที.วี.ให้ดู หรือจะฟังเพลงก็ได้ ผมนอนเตียงบนหลับไปเมื่อไรไม่ทราบ รู้สึกอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงล้อเหล็กบดกับรางเสียงสะท้อนดังก้องกว่าที่ผ่านมา อยู่นาน ดูเวลาเกือบสามนาฬิกา คิดว่าน่าจะกำลังแล่นผ่านอุโมงค์ เทือกเขาคุนลุ้น ชาน ซึ่งยาวถึง ๑,๖๘๐ เมตร แน่ๆ คาด คะเนว่ารถแล่นมากว่าครึ่งทางแล้ว คงผ่านที่ราบสูงทิเบตมาแล้วและกำลังวิ่งอยู่บนที่ราบสูงชิงไห่ กำลังมุ่งหน้าไปสู่เมืองซีหนิง เมืองเอกของมณฑลชิงไห่ นอนหลับต่อไปอีกพักใหญ่ รู้สึกตัวอีกทีใกล้รุ่ง

 

         วันที่หก ศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ ตื่นตั้งแต่ย่ำรุ่ง ลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ จัดการกิจวัตรประจำวันเสร็จแล้ว ออกไปนั่งคอยชมพระอาทิตย์ขึ้นขอบฟ้าบนหลังคาโลก ขอ ผมคิดว่าพระอาทิตย์น่าจะขึ้นทางด้านขวาของรถ เพราะเรามาจากเมืองลาซาซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ไปซีหนิง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จึงนั่งเก้าอี้ติดหน้าต่างด้านขวาซึ่งอยู่นอกห้องนอน ม้าเหล็กกำลังแล่นด้วยความเร็วเต็มพิกัด เหนือระดับความสูงกว่าสี่พันเมตร นั่งรอชมตะวันเบิกฟ้าอยู่คนเดียว ขณะที่เพื่อนๆยังนอนหลับสบาย ไม่นานนักแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า มองไปนอกหน้าต่างเริ่มเห็นทัศนียภาพรางๆและค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ เห็นทุ่งหญ้าเขียว มีธารน้ำไหลขนานทางรถไฟ ไกลออกไปเห็นภูเขาสลับซับซ้อนมีหมอกบางๆจับ แต่ไม่เห็นดวงอาทิตย์ กลับเข้าไปในห้องนอนดูอีกฝั่งก็ไม่เห็น หรือว่าเมฆหมอกจะบดบังดวงอาทิตย์ไว้ ฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ ข้างนอกอากาศหนาว ลมแรง มีหมอกปกคลุมบางๆ บางช่วงเห็นฝูงจามรีและฝูงแกะ และมีม้ายืนเล็มหญ้าอยู่หนึ่งตัว อยู่ไกลๆ ขณะที่รถกำลังเลี้ยวโค้งไปทางซ้าย ฟ้าสว่างมากแล้ว ทันใดนั้นเหลือบไปเห็นพระอาทิตย์ดวงใหญ่ ลอยเด่น สมใจที่รอคอย นับว่าโชคดีที่ได้เห็นอาทิตย์ขึ้นบนหลังคาโลก นั่งชมวิวทิวทัศน์ จนสาย ธรรมชาติเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สายขึ้นหน่อยไกด์ได้มาตามให้พวกเราไปกินอาหารเช้าในตู้เสบียง มื้อนี้เป็นข้าวต้มกับข้าวหลายอย่าง รดชาดดีพอแหลกไล่ เสร็จแล้วออกไปนั่งชมวิวกันต่อ ไม่นานรถแล่นผ่านทะเลสาบชิงไห่เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดของจีน มองไกลๆเหมือนท้องทะเลที่อยู่บนหลังคาโลก โอบล้อมด้วย ภูเขาหิมะ และทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นทะเลสาบเทพ

รถไฟใช้เวลานานมากกว่าจะแล่นผ่านทะเลสาบแห่งนี้ พวกเราชมวิวสองข้างทางอย่างเพลิดเพลิน จนเลยเที่ยงวัน รถเริ่มเข้าเขตชุมชน บ้านเรือนหนาแน่นขึ้น เห็นอาคารใหญ่ๆมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกำลังเข้าเขตเมือง จนกระทั่งบ่ายโมง รถไฟเข้าเทียบชานชลาสถานีซีหนิง ใช้เวลาเดินทาง ๒๕ ชั่วโมง


นั่งรถไฟสุดหรูดูทิวทัศน์ สารพัดเทือกเขาเราได้เห็น
สายหมอกงามยามเช้าที่หนาวเย็น นับว่าเป็นความเพลิดเพลินเกินกล่าวบอก
สุดสายตาเห็นเทือกผาหลากหลายชั้น ดูลดหลั่นกันไปในม่านหมอก
ลมพัดพามาให้เห็นเป็นระลอก ยามเมื่อหมอกพลิ้วไหววิไลจริง
เมื่อแสงทองสาดส่องต้องเวหา ตระการตางดงามอร่ามยิ่ง
ฝูงจามรีนอนอยู่ไกลไม่ไหวติง ทั้งฝูงแกะนอนนิ่งในทุ่งนา
ธารน้ำใสไหลผ่านทุ่งหญ้าเขียว  === ม้าตัวเดียวยืนเด่นคอยเล็มหญ้า
รถไฟแล่นเร็วมากจากลาซา มุ่งหน้าสู่ซีหนิงของชิงไห่
หัวรถจักรเลี้ยวซ้ายอย่างช้าช้า เห็นดวงสุริยางามสดใส
ลอยเด่นเหนือนภาอยู่มิไกล ดวงโตใหญ่กว่าที่เคยได้เห็นมา
นั่งรถไฟไต่หลังคาโลกโชคดีหลาย ทั้งสนุกสุขสบายกันทั่วหน้า
ทิวทัศน์งามสุดประเมินเกินพรรณนา เพื่อนที่มาต่างก็ดีมีน้ำใจ
ตอนสายสาย มองออกไปไกลสุดตา จรดขอบฟ้าเห็นผืนนทีที่กว้างใหญ่
เป็นทะเลสาบน้ำเค็มชื่อชิงไห่ ทั้งกว้างใหญ่อยู่สูงกว่าค่าอนันต์
โอบล้อมด้วยภูเขาและทุ่งหญ้า ผู้ศรัทธาเชื่อว่าเทพรังสรรค์
โชคดีที่รถไฟผ่านให้เห็นกัน วันพรุ่งนี้ชมอีกทีถึงที่เลย

ลงจากรถไฟไปขึ้นรถบัสที่บริษัททัวร์มารับ พาไปภัตตาคาร ทานอาหารเที่ยงทันที เพราะเลยเที่ยงมา กว่าชั่วโมงแล้ว อาหารมื้อนี้มากมายเหลือเฟือ ทานกันไม่หมด บางเมนูออกมาตอนหลังพวกเราอิ่มกันแล้ว ไม่มีใครทาน คุณหมอกัลยา จึงขอให้ใส่กล่องพาไปฝากคนยากไร้

เสร็จแล้วไปชม วัดถาเอ่อซื่อ อยู่ไกลออกไป ๒๕ กิโลเมตรจากตัวเมือง เมื่อถึงวัด เห็นคนงานกำลังทำงาน คุณหมอกัลยา ได้นำอาหารไปให้ ต่างดีใจกันมาก ลาภปากแล้วในมื้อนี้ จากนั้นเข้าไปชมวัด วัดถาเออซื่อเป็นวัดใหญ่ที่สุด ในเมืองซีหนิงของศาสนาพุทธมหายานนิกายหมวกเหลือง ถือเป็นวัดใหญ่ ๑ใน๖ ของวัดทิเบตสร้างในที่บ้านเกิดของท่านชอง ฆาปา (Tsong Kapa) ผู้สถาปนานิกายหมวกเหลือง หรือนิกายเกอลักปา เป็นพระอาจารย์ของท่านดาไลลามะรูปที่๑ และท่านปันเชนลามะ เมื่อก่อนที่นี้มีเจดีย์ขึ้นก่อน

ต่อมาศิษย์เอกของท่านชอง ฆาปา ได้สร้างอารามขึ้นภายหลัง เป็นวัดโบราณมีเนื้อที่มากมาย ภายในวัดมีวิหารหลายหลัง เป็นวิหารไม้เป็นส่วนใหญ่ หลังแรกที่ไปชมเป็นวิหารพิทักษ์ธรรม (Dhamma Protecter Temple) มีรูปเทพของจีนเฝ้าประตู หลังที่สองเป็นวิหารอายุยืน(Long Life Temple) มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปจีน ว่ากันว่าใครมากราบไหว้บูชาประจำจะอายุยืนไม่เจ็บป่วย หลังที่สามเป็นวิหารหลังใหญ่ สร้างทับบนที่บ้านของท่าน ชองฆาปา เป็นพระวิหารที่พระลามะใช้ทำพิธีกรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ ในวันที่พวกเราไปชม พระลามะกำลังทำพิธีกันพอดี มีพระลามะจำนวนมากมายเดินกันเต็มไปหมด ลามะหนุ่มๆบ้างก็วิ่งเข้าไปในวิหาร ด้านนอกมีการเขียนสีลงบนพื้นและเผาธูปและเครื่องบูชาบางอย่างควันโขมง ผมถามไกด์ ว่าพิธีอะไร เขาตอบว่าพิธีอะรูมิไหร้ หน้าตาเฉย มีชาวบ้านที่ศรัทธามาชมกันมากเหมือนกัน ในวัดทิเบตแทบทุกวัดจะเห็นชาวบ้านมีศรัทธา กราบไหว้แบบอัษฎางคประดิษฐ์ คือนอนกราบลงไปทั้งตัว ผู้มีศรัทธาแก่กล้า จะเดิน ๓ ก้าว ๑ ตบมือ ๑ คุกเข่า และล้มตัวคว่ำหน้าลงบนพื้น เอาหน้าผากแตะพื้น เขาเดินกราบไปรอบๆวิหารอย่างอดทนและศรัทธา ตามวัดทิเบต มีการบูชาด้วยผ้าฮาต๋า สีต่างๆ เป็นผ้าบางๆคล้ายๆผ้าพันคอ สีขาวแทนความบริสุทธิ์ สีเหลืองต้องการให้อนาคตรุ่งเรืองร่ำรวย สีแดงเพื่อขอให้มีอำนาจ สีเขียวต้องการให้สุขภาพดีอายุยืนยาว คล้ายๆกับชาวพุทธบ้านเราบูชาด้วยดอกไม้ บ้านเราจุดเทียน ชาวทิเบตจุดไฟและเติมไขจามรีลงในถ้วย เป็นอามิสบูชาเช่นเดียวกัน วัดถาเอ่อซื่อ มีจุดเด่น ๓ อย่าง อย่างแรกพระลามะในวัดนี้มีฝีมือในการวาดภาพและใช้สีได้คงทน สดใสแม้เวลาผ่านไปหลายๆปี อย่างที่๒ ปักผ้าได้สวยงามมาก ปักเป็นรูปสัตว์ ลูกตาประดับพลอย และงาช้าง อย่างที่๓ มีฝีมือในการปั้น ด้วยข้าวเคอชิงผสมไขจามรี เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และรูปสัตว์ต่างๆ ได้อย่างสวยงาม ชนะการประกวดระหว่างวัดต่างๆเป็นประจำแทบทุกปี พวกเราได้เดินชมภาพปั้นที่เพิ่งชนะการประกวดและเขาตั้งโชว์ไว้ ต้องยอมรับว่าสวยงามทั้งรูปแบบและการให้สี สวยงามจริงๆ เรียกว่าเป็นวัดที่ชำนาญด้านศิลปะอย่างยิ่ง

หลังชมวัดจนสมควรแก่เวลา จึงเดินทางกลับไปแวะชมสินค้าพวกอัญมณี และของที่ระลึกต่างๆ ทั้งๆที่รู้ว่าในเมืองซีหนิงจะแพงกว่าในเมืองเฉิงตู แต่หลายคนอดไม่ได้ที่จะซื้อของถูกใจ พวกสร้อยข้อมือทำกับหินสีต่างๆราคาไม่แพงนัก ประมาณ ๓๐ ถึง ๕๐ หยวน ผมเห็นซื้อกันหลายคน คนที่ไม่ซื้อก็เดินชมและดื่มน้ำชาและขนมกินเล่นที่ทางร้านนำมาต้อนรับจากนั้นเดินทางไปทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร เสร็จแล้วกลับไปพักที่ Hua Chen Hotel

 

         วันที่เจ็ด เสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ทานอาหารเช้าในโรงแรม เสร็จแล้วเตรียมเช็คเอ้าท์จากโรงแรม ห้องพักเมื่อคืนสะอาดดี ห้องน้ำสวยงาม ให้สี่ดาว แต่ตอนเช้าพอเคลียร์ห้องลดเหลือแค่สามดาว เพราะแม้น้ำดื่มยังคิดเงินเพิ่ม และเพื่อนบางคน เอาผ้าเช็ดมือไปใช้เปื้อนมากไปหน่อย โดนคิดเงินเพิ่ม เรียกว่าบริการไม่ประทับใจ จากนั้นขึ้นรถบัสไปชม เขาสุริยันจันทรา ซึ่งเป็นเขาที่เจ้าหญิงเหวินเฉินแห่งราชวงศ์ถัง แต่งงานกับกษัตริย์ ซงจ้านกัมโป แห่งทิเบต เมื่อ ๑,๓๐๐ กว่าปีมาแล้ว สมัยก่อนเจ้าหญิงเหวินเฉิน ได้มาพักปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับความสูงพักที่เมืองซีหนิงเป็นปี กว่าจะเดินทางไปทิเบต บางเวลาที่องค์หญิงคิดถึงบ้านก็จะมาที่เขาสุริยันจันทราแห่งนี้ ขณะที่พวกเรากำลังนั่งรถบัส ฝนหิมะได้ตกลงมามองออกไปนอกรถเต็มไปด้วยหิมะปกคลุมต้นไม้ใบหญ้า และภูเขาดูขาวโพลนสวยงามมาก นอกจากหิมะตกแล้ว ลมยังพัดแรง รถต้องแล่นด้วยความระมัดระวัง เพราะถนนลื่น ไม่นานนักก็ผ่านทางแยก มีอนุสาวรีย์เจ้าหญิงเหวินเฉินตั้งอยู่ ไม่นานนักก็ถึงเขาสุริยันจันทรา รถจอดให้ลง แต่เนื่องจากฝนหิมะกำลังตก ลมพัดแรงมาก อากาศเย็น และบนถนนเต็มไปด้วยหิมะ ต้องเดินอย่างระวังเพราะลื่นมาก เหมือนเดินบนน้ำแข็ง ต้องมีเทคนิคในการเดิน คือค่อยย่างเหยียบบนหิมะที่ยังเป็นก้อนขาวๆ อย่าไปเหยียบบนก้อนที่ใสๆเพราะจะลื่น เป็นครั้งแรกที่ได้ลุยพายุหิมะที่กำลังตก สนุกก็สนุก เย็นก็เย็น ลมพัดแรงมาก โชคดีที่เอาเสื้อกันหนาวและถุงมือติดไปด้วย บางคนไม่ได้เอาเสื้อหนาว ก็จะหนาวมาก เพราะไกด์บอกว่าอากาศไม่หนาวนักเอาแค่กันลมก็พอ ไกด์ต้องขอโทษพวกเราที่พยากรณ์ ผิดพลาด วันนี้เป็นวันแรกที่หิมะตกในซีหนิง หลังจากไม่ตกมานานแล้ว ถือเป็นโชคดีของพวกเราที่ได้ลุยหิมะ คนที่มีคู่ก็เดินกอดกันกลม เพื่อนชายหลายคนอยากยิงกระต่าย ส่วนเพื่อนหญิงอยากเก็บดอกไม้ ต้องต่อคิวรอเข้าห้องสุขากันยาว ค่าบริการคนละ ๓ หยวน จากนั้นเดินฝ่าลมหนาวและฝนหิมะที่โปรยปรายลงมาตลอดเวลา เดินไปดูเขาสุริยันจันทรา ซึ่งโดนหิมะปกคลุมไว้ขาวโพลน หลังจากถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ทุกคนต่างรีบเดินกลับไปขึ้นรถ เพราะหนาวจนปากคอสั่นเนื่องจากลมพัดแรงเย็นมาก ขึ้นบนรถโชเฟอร์รู้ใจเปิดฮีทเตอร์ไว้ต้อนรับ

จากนั้นเดินทางต่อไปชม ทะเลสาบชิงไห่ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของจีน มีพื้นที่ กว่า ๔,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร ตั้งบนที่ราบสูงเหนือระดับน้ำทะเล ๑,๓๙๖ เมตรช่วงที่ล฿กที่สุด ลึกถึง ๑๙ เมตร ชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นทะเลสาบเทพเจ้า กว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทรตั้งไว้บนหลังคาโลก โอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ และทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ รถบัสได้นำพวกเราไปจอดในจุดพักรถ ลงจากรถลมพัดแรงมาก มองไปรอบๆเห็นภูเขามีหิมะปกคุมอยู่ไกลๆ เป็นฉากหลัง อีกด้านเป็นทะเลสาบสีคราม กว้างใหญ่ไพศาล มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน พวกเราตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์ ต่างโพสท์ท่าถ่ายภาพกันใหญ่ เสร็จแล้วนั่งรถไฟฟ้าคันเล็กๆ เข้าไปใกล้ทะเลสาบ รถไฟฟ้าจอดในจุดที่กำหนดไว้ และให้พวกเราเดินเข้าไปที่ท่าเรือ ลมพัดแรงมาก อากาศหนาว ริมสนามหญ้าข้างทางเดินมีรูปปั้น เป็นรูปเด็กๆ อิริยาบถต่างๆ หลายชิ้น อีกด้านเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่สุดลูกตา มีเรือท่องเที่ยวจอดรอให้บริการชมทะเลสาบ แต่พวกเราไม่ได้ล่องเรือ เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย ได้แต่เดินชม ถ่ายภาพกัน ลมหนาวพัดแรงมาก จนหนาวสั่นกันไปหมด ใกล้ริมทะเลสาบ มีม้าให้เช่าขี่ เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นขี่กันหลายคน เนื่องจากลมหนาวพัดแรงพวกเราไม่มีใครขี่ เดินได้สักพัก ต้องรีบเดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้า กลับเข้าอาคารเพื่อหลบลมหนาว จากนั้นไปรวมกลุ่มรอกันแล้วไปรับประทานอาหารกลางวันในภัตตาคารริมทะเลสาบ อาหารเหลือเฟือเช่นเคย กินกันไม่หมด จากนั้นนั่งรสบัสกลับ ระยะทางหลายสิบกิโลเมตร เพื่อไปสนามบินเมืองซีหนิง บนรสบัส เห็นทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามมาก เห็นภูเขาหลากหลายปกคลุมด้วยหิมะ บ้านเรือนชาวบ้านก็ดูสวยงามเพราะหิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด ต้นไม้ ทุ่งหญ้าก็เต็มไปด้วยหิมะ เป็นทัศนียภาพสวยงามที่หาดูได้ยาก คุ้มค่าที่ได้มาทัวร์ในครั้งนี้ ไม่นานก็ไปถึงสนามบินเมืองซีหนิง มณฑลชิงไห่ และได้ขึ้นเครื่อง สายการบินไชน่าแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ CA 4206 ใช้เวลา ๑ชั่วโมง ๒๐ นาที เจ้านกเหล็กก็พาพวกเรากลับสู่เมืองเฉิงตู มณฑล เสฉวน อีกครั้ง ออกจากสนามบินไปขึ้นรสบัส น้องน้ำหวานไกด์สาวชาวเสฉวน ที่เคยาต้อนรับเราในวันแรกที่เรามาถึงเฉิงตู เธอพูดไทยได้ดี เพราะเคยมาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ อยุธยาได้มาต้อนรับพวกเราและนำพวกเราไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร เสร็จแล้วไปเข้าที่พักที่ Green Land Hotel

 

         วันที่แปดวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๒ รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม เสร็จแล้วเช็คเอาท์จากโรงแรม และไปชม วังแพะเขียว คนจีนเรียกชิงหยางกง เป็นสถานทีที่มีชื่อเสียงของ ลัทธิเต๋า มีประวัติอันยาวนาน สร้างก่อนราชวงศ์โจว เมื่อ ๒,๐๐๐ปีมาแล้ว เป็นวังที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเฉิงตู แพะเขียวเป็นแพะที่มีลักษณะประหลาดคือมีรูปลักษณ์ของสัตว์ใน ๑๒ ราศี อยู่ในร่างเดียวกันคือแพะเขียวนั้นมีเขาเดียว มีหูเหมือนหนู จมูกเหมือนวัว เท้าเหมือนเสือ รูปร่างเหมือนกระต่าย เขาเหมือนมังกร หางเหมือนงู ปากเหมือนม้า คางเหมือนแพะ คอเหมือนลิง ตาเหมือนไก่ ท้องเหมือนหมา และก้นเหมือนหมู ในวังนี้ มีสวนไม้ร่มรื่นดี บรรยากาศน่านั่งพักผ่อน โดยเฉพาะต้นแป๊ะก้วยแก่หลายร้อยปี มีอาคารไม้โบราณหลายหลัง มีรูปเจ้าแม่กวนอิมพันมือ และมีพระพุทธรูปจีนโบราณ สถานที่นี้ตั้งอยู่ในเมืองใกล้ๆชุมชน เหมาะสำหรับการพักผ่อน

         จากนั้นไปทานอาหารกลางวัน แบบตุ๋นยาจีน ณ ภัตตาคาร เสร็จแล้วไปชอบปิ้งส่งท้ายที่ย่านถนนคนเดิน ซึ่งมีสินค้ามากมายขายทั้งสินค้าทันสมัย และสินค้าพื้นเมือง มีร้านค้ามากมาย วัยรุ่นเดินกันเต็มไปหมด ใครใคร่ซื้อ ซื้อ ใครใคร่เดินชมก็ได้ตามอัธยาศัย ซื้อของที่ระลึก สร้อยข้อมือหินสีต่างๆ ถูกกว่าที่ซีหนิงประมาณ ๓ ถึง ๔ เท่า คนจีนค้าขายเก่ง สำหรับราคาต้องต่อกันสุดๆ ต่อแล้วเกรงว่าเขาจะให้ เพราะราคาที่เขาบอกไว้ให้ต่อเป็นราคาสูง ต้องขอลดมากๆไม่ต้องเกรงใจ ต่อไปเถอะเขาไม่ว่า ขอให้ซื้อคนขายก็พอใจแล้ว คนซื้อทีหลังย่อมซื้อได้ถูกกว่าเสมอ เราเดินชมและซื้อของที่ระลึก จนถึงเวลานัดหมาย พวกเราได้มาเจอกันยังจุดนัดพบและได้ขึ้นรถไปท่าอากาศยานเมืองเฉิงตู เพื่อเดินทางกลับเมืองไทย ไกด์สาวน้องน้ำหวานได้มาส่งพวกเราจนถึงภายในอาคารสนามบิน ก่อนแยกจากกันหลายคนได้ถ่ายรูปกับเธอไว้เป็นที่ระลึก เราออกเดินทางจากเฉิงตูโดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 619 ใช้เวลาบินประมาณ ๓ชั่วโมง ๕ นาที ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนเย็น ห้าโมงครึ่ง และแยกย้ายกันกลับบ้านโดยพกความประทับใจกลับไปทุกคน ทัวร์ทิเบตเที่ยวนี้คุ้มค่ามาก ขอฝากบทกลอนส่งท้าย “ท่องเที่ยวในโลกกว้างไกล เป็นกำไรของชีวิต ท่องเที่ยวทั่วทุกทิศ เหมือนชีวิตได้ชาร์ตแบตเตอรี่” ลาก่อนแล้วจะมาพบกันใหม่หลังจากกลับ จาก กุ๊ยหลิน ในเดือนกรกฎาคมนี้

บันทึกเรื่องราวโดย คุณหมอไพวงศ์  สวนดอก
๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

avatar
wpDiscuz
ปิดโหมดสีเทา