"ดินแดนอาทิตย์อุทัย" ชื่อนี้มีที่มาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ทางตะวันออกสุดของโลก  ซึ่งแสงอาทิตย์แรกของวันบนโลกจะสาดลงมาบนแผ่นดินญี่ปุ่นเป็นที่แรกถ้าไม่นับพื้นน้ำ  ลักษณะของพื้นที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีลักษณะเป็นเกาะหลักๆ 4 เกาะ คือเกาะฮอกไกโด(Hokkaido) เกาะฮอนชู (Honshu) เกาะชิโกกุ (Shikoku) และเกาะคิวชู (Kyushu) นอกจากนี้ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยรวมกันมากกว่า 6,800 เกาะ  พื้นที่รวมกันประมาณ 378,000 ตารางกิโลเมตร (ประมาณนะครับ)  แต่มีพื้นที่ราบแค่ 25% นอกนั้นเป็นภูเขา  โดยประเทศญี่ปุ่นมีโตเกียวเป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่พุทธศักราช 2411 ซึ่งโตเกียวตั้งอยู่บนส่วนของเกาะฮอนชู

.

เกาะฮอกไกโด (Hokkaido)

         อยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น มีอากาศหนาวเย็นมากที่สุดและอากาศค่อนข้างดีตลอดทั้งปีถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนก็จะเป็นดูร้อนที่เย็นสบาย(อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเกาะฮอนชู ซึ่งสถานที่ๆน่าจะเป็นที่คุ้นหูกันดีบนเกาะฮอกไกโดน่าจะเป็น "ซับโปโร" ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนฮอกไกโด จะเรียกว่าเป็นเหมืองหลวงของฮอกไกโดเลยก็ว่าได้

เกาะฮอนชู (Honshu)

         เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครอบคลุมที่ตั้งของเมืองสำคัญต่างๆในประเทศรวมถึงเมืองหลวงอย่างโตเกียว (Tokyo) ด้วย

เกาะชิโกกุ (Shikoku)

         เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในหมู่เกาะหลักทั้งสี่ โดยมีพื้นที่ประมาณ 19,000 ตารางกิโลเมตร แต่เกาะขนาดเล็กแห่งนี้ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ก็มีความสวยงามและถูกรักษาบรรยากาศแบบธรรมชาติไว้ได้อย่างดี

เกาะคิวชู (Kyushu)

         น่าร้อนจะร้อนมากสำหรับพื้นที่บนเกาะคิวชูแห่งนี้  และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สามของประเทศญี่ปุ่น  สภาพอากาศโดยรวมมีอากาศค่อนข้างดีตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงหน้าร้อน

.

ฤดูกาลสภาพอากาศของญี่ปุ่น

         อากาศในแต่ละท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นจะแตกต่างกันออกไป เนื่องจากลักษณะพื้นที่ของประเทศทอดตัวเป็นแนวยาวเหนือ-ใต้ ทำให้มีลักษณะอากาศตั้งแต่หนาวถึงร้อนในประเทศเดียวกันที่ช่วงเวลาเดียวกัน โดยทางเหนือของประเทศญี่ปุ่นคือเกาะฮอกไกโด จะมีสภาพอากาศหนาวจัดเกือบทั้งปี มีหิมะตกหนักในฤดูหนาว ในขณะที่ทางใต้อย่างเกาะคิวชูและโอกินาวาจะมีสภาพอากาศแบบเมืองร้อน และฝนตกชุกในฤดูฝน  โดยถ้าแบ่งฤดูตามแบบสากล  ประเทศญี่ปุ่นจะแบ่งเป็น 4 ฤดูกาล

ฤดูใบไม้ร่วง(อะกิ)

         ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นฤดูที่หลายคนบอกว่าโรแมนติกสุดๆ พื้นดินของประเทศญี่ปุ่นจะเต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวสีแดงค่อยๆร่วงหล่นไปทั่ว นอกจากนี้ยังเป็นช่วงของการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนอีกด้วย ในฤดูใไม้ร่วงนี้จะมีหนึ่งวันที่พระอาทิตย์ส่องแสงยาวนานที่สุดเรียกว่า Geshi

ฤดูหนาว(ฟุยุ)

         ญี่ปุ่นฤดูหนาวจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงฤดูหนาวนี้ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นอย่าง ฮอกไกโด โตโฮกุ อากาศจะหนาวเย็นมากและมีหิมะตกหนักมาก ซึ่งในฤดูนี้มีเทศกาลที่มีความสำคัญคือ "ปีใหม่" ทำเนียมเทศกาลของประเทศญี่ปุ่นจะมีการฉลองภายในครอบครัวด้วยบะหมี่เรียกเทศกาลนี้ว่า “บะหมี่ข้ามปี” (Toshikoshi soba | ถือกันว่าบะหมี่นี้แทนความมีอายุยืนเพราะมีลักษณะเป็นเส้นยาว) และรอคอยฟังเสียงระฆังต้อนรับปีใหม่ ผู้ที่ตีระฆังนี้คือพระและจะตีทั้งหมด 108 ครั้ง เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อว่า คนเราจะมีสิ่งไม่ดีอยู่ 108 อย่าง โดยเริ่มนับถอยหลังไปเรื่อยๆ เมื่อตีครบจำนวนจะเท่ากับว่า เราจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับสิ่งที่ดีๆ

ฤดูใบไม้ผลิ(ฮารุ)

         ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นในเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาแห่งความสดชื่นเบิกบาน ดอกไม้เริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อย ๆ เริ่มพัดพาเอากลิ่นไอแห่งธรรมชาติ สีสันแห่งชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด เริ่มจากต้นพลัมบานเป็นทิวด้วยสีสัน จากนั้นต้นท้อก็จะบาน ประมาณปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนอันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไป ด้วยสีชมพู และขาว ชาวญี่ปุ่นจะพากันเอาเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระ และจิบสาเกพลางชื่นชมความงามของซากุระ เป็นภาพที่ติดตรึง อยู่ ในความทรงจำและประทับใจท่านตลอดไป โดยเฉพาะสวนซากุระที่ ศาลเจ้าเฮย์อันร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสวนซากุระที่สวยที่ สุดในโลก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ซากุระนี้จะบานอยู่เพียง 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะโรย เปิดทางให้แก่ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิอื่น ๆ เช่น ดอกฟูจิ อุณหภูมิประมาณ 12-16 องศาเซลเซียส

ฤดูร้อน (นัสซึ)

         ทุกๆช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี  ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นฤดูร้อน  ซึ่งก่อนหน้านี้จะฝนตกอยู่ประมาณ 5 สัปดาห์  ทำให้ซากุระทั้งหมดร่วง ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของฤดูการปลูกข้าวของชาวนา อากาศจะเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ฤดูนี้จะเป็นฤดูแห่งความสนุกสนาน เพราะเป็นช่วงที่มีเทศลากประจำปีต่างๆ มากมายรวมทั้งการเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นช่วงแห่งการท่องเที่ยว และตากอากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จนเต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะตามสถานที่ตากอากาศ แถบชายทะเล และ ภูเขาเป็นฤดูที่มีอากาศดี ท้องฟ้าสีครามสดใส เหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่โปรดปรานผลไม้ ในฤดูนี้จะมีผลไม้มากมายให้ท่านลองลิ้มชิมรส นับเป็นฤดูที่น่าท่องเที่ยวมากไม่แพ้ฤดูใบไม้ผลิ

.

วีซ่าญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยว

         ไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าแล้วสำหรับการเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน  สามารถใช้หนังสือเดินทางประเทศไทยผ่านเข้าประเทศได้เลย  โดยสิทธิ์วีซ่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นสำหรับประเทศไทยจะมีอายุ 15 วัน ซึ่งก็เต็มเหนี่ยวมากสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นในหนึ่งทริปการเดินทาง แต่สำหรับท่านที่ต้องการวีซ่าประเภทอื่น สามารถตรวจสอบรายละเอียดที่เป็นปัจจุบันได้ที่เว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย www.th.emb-japan.go.jp

.

.

ระบบไฟฟ้าและปลั๊กไฟที่ประเทศญี่ปุ่น

         ประเทศญี่ปุ่นใช้แรงดันไฟฟ้าประมาณ 100 โวลต์ที่ความถี่ 50-60 เฮิร์ต แต่ประเทศไทยบ้านเราดันใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันประมาณ 220 โวลต์(แต่ความถี่อยู่ที่ 50-60 เฮิร์ต เหมือนกัน) แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปว่าจะไม่สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาจากประเทศไทยไม่ได้  เพราะว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันออกแบบมาให้สามารถทำงานได้ตั้งแต่แรงดันไฟฟ้า 100 - 250 โวลต์กันอยู่แล้ว  ที่ต้องสนใจเป็นพิเศษอาจจะต้องสนใจปลั๊กที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น  เพราะเกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ A (Type A) คือเป็นแบสองขาแบนไม่มีกราวด์ถ้าเป็นที่ชาร์จแบตมือถือส่วนใหญ่ในไทยก็ฉลุยเลย  แต่สำหรับอะแดปเตอร์โน๊ตบุคคงต้องพก Uniersal Adapter ไว้อุ่นใจกว่าครับ.

การใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ประเทศญี่ปุ่น

         ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าญี่ปุ่นมีไวไฟฟรีให้ใช้เยอะมากเลยครับตามเมืองใหญ่ๆหรือโรงแรมส่วนใหญ่ ถ้าเป็นที่สนามบินก็เร็วมากซะด้วย แต่ถ้าเป็นตามเมืองก็ช้าเอามากโดยเฉพาะถ้าขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินนี่แทบใช้งานไม่ได้  ทำให้บริษัททัวร์ทั้งหลายรวมถึงทัวร์ญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่ก็จะยังเตรียม Pocket Wifi ไว้ให้กับลูกค้าอยู่ดี  แต่สำหรับหลายๆท่านที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวญี่ป่นด้วยตนเองหรือต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตแยกกับคนอื่นสำหรับทริปท่องเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว ก็มีทางเลือกคือ

         เปิดโรมมิ่งซื้อแพคเกจไม่จำกัดจากไทยไปใช้งานเลย  ค่ายยักษ์ทั้งสามผู้ให้บริการทั้ง AIS DTAC และ TRUE ซึ่งจะมีราคาประมาณ 250 -2600 บาท ตามระยะเวลาการใช้งาน 1 - 7 วัน แล้วแต่เครือข่าย โดยแต่ละเครือข่ายมีรายละเอียดต่างกันลองศึกษาดูจากเว็บไซต์ของเครือข่ายโดยตรงจเป็นข้อมูลปัจจุบันมากกว่า

         ซื้อซิมการ์ดญี่ปุ่นมาใช้งานเป็นอีกวิธีที่จะใช้งานอินเตอร์เน็ตได้  โดยส่วนใหญ่คนไทยเราจะใช้บริการจาก bmobile ซึ่งเป็นซิมการ์ดจาก Docomo และมีให้ใช้งานซิมการ์ดถึง 2 แบบ คือ แบบ PAYG SIM และแบบ VISITOR SIM สำหรับ PAYG SIM จะเป็นซิมการ์ดแบบลงทะเบียน จะสามารถเลือกใช้งานได้ในระยะเวลา 7 วัน และ 14 วัน ซึ่ง PAYG SIM ในระยะเวลา 7 วัน จะสามารถใช้โทรออก-รับสาย และส่ง SMS ได้รวมไปถึงใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 4G และ 3G ได้สูงสุด 3 GB โดยจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 9,980 เยน (ประมาณ2,700 บาท) ส่วนแบบ 14 วัน จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้สูงสุด 3 GB เพียงอย่างเดียว และมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 4,990 เยน (ประมาณ 1,350 บาท)  ส่วน VISITOR SIM นั้นไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนซิมการ์ดให้เลย ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ 2 แบบ คือ แบบใช้งานอินเทอร์เน็ต 1 GB โดยไม่กำหนดระยะเวลา และแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตในระยะเวลา 14 วัน โดยสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 4G/3G แบบไม่จำกัด แต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตแค่ 300 Kbps เท่านั้น โดย VISITOR SIM ทั้ง 2 แบบ จะมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 3,686 เยน (ประมาณ 1,000 บาท)

.

รีวิวสถานที่ท่องเที่ยวประเทศจีน

สถานที่น่าสนใจ ฟุกุโอกะ / นางาโน่ / ยามากุจิ / วากายามะ / ยามากาตะ / โออิตะ / นางาโน่ / คาโกชิม่า ...

โปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น

ปิดโหมดสีเทา