02-245-1415 sale@thaimoderntravel.co.th

เข้าสู่ระบบ

ลงทะเบียน

การลงทะเบียนจะทำใ้คุณสามารถติดตามผลการชำระเงิน หรือการดำเนินการอื่นๆผ่านทางระบบออนไลน์ได้ทันที
ชื่อผู้ใช้*
รหัสผ่าน*
พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง*
ชื่อ*
ชื่อสกุล*
อีเมล*
โทรศัพท์*
ประเทศ*
* เมื่อทำการลงทะเบียนเรียบร้อย หมายถึงการยอมรับใน เงื่อนไขการให้บริการ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว ของบริษัทฯ

หากท่าเคยลงทะเบียนสำเร็จแล้ว

เข้าสู่ระบบ
02-245-1415 sale@thaimoderntravel.co.th

เข้าสู่ระบบ

ลงทะเบียน

การลงทะเบียนจะทำใ้คุณสามารถติดตามผลการชำระเงิน หรือการดำเนินการอื่นๆผ่านทางระบบออนไลน์ได้ทันที
ชื่อผู้ใช้*
รหัสผ่าน*
พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง*
ชื่อ*
ชื่อสกุล*
อีเมล*
โทรศัพท์*
ประเทศ*
* เมื่อทำการลงทะเบียนเรียบร้อย หมายถึงการยอมรับใน เงื่อนไขการให้บริการ และ นโยบายความเป็นส่วนตัว ของบริษัทฯ

หากท่าเคยลงทะเบียนสำเร็จแล้ว

เข้าสู่ระบบ

ดินแดนที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือน

   เนื่องในวันน้อมรำลึกที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่อีกชั่วโมงข้างหน้านี้เราเหล่าทีมงานไทยโมเดิร์นทราเวลขอน้อมนำเรื่องราวการเสด็จเยือนต่างประเทศของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และต้องขออภัยเรื่องการใช้ภาษาสำหรับบทความนี้  เนื่องจากทางทีมงานของเราเร่งสร้างบทความนี้ให้เสร็จในวันที่ 25 นี้เพื่อให้หลายๆท่านบนโลกออนไลน์ได้รับรู้เรื่องราวการเดินทางในต่างแต่ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของพวกเราย้อนรอยพระยุคลบาทพ่อหลวงเสด็จประพาสต่างแดน | thairath.co.th

การเดินทางไปยังต่างประเทศของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราแบ่งเป็นช่วงเวลาในวัยเด็ก และช่วงเวลาแห่งการครองราชย์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. พ.ศ.2470  และกลับมาเติบโตที่ประเทศไทย

ภาพจาก http://news.sanook.com/gallery/gallery/2091550/undefined/

   ปีพุทธศักราช 2475 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซานน์ และทรงย้ายมาศึกษาชั้นประถมศึกษาต่อจนถึงชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเอกอล นูแวล เอดลา ซืออิส โรมองด์ ณ เมืองแซลลี ซือ โลซานน์ ก่อนจะทรงศึกษาต่อและได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จากโรงเรียนยิมนาส คลาสีค กังโตนาล ในเมืองโลซานน์ เมื่อปี พ.ศ.2488

ภาพบรรยากาศคณะผู้ขาย Mercedes Benz จากประเทศไทยมาย้อนรำลึกหนึ่งในสถานที่แห่งช่วงเวลาของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยไทยโมเดิร์นทราเวล

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรขึ้นครองราชย์แล้ว ทุกการเดินทางไปต่างประเทศของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ก็เป็นไปเพื่อการพัฒนาผืนแผ่นดินไทย  ซึ่งการเดินทางเยือนต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะไม่เกิดขึ้นหากพระองค์ยังไม่เดินทางเห็นสารทุกข์สุกดิบของประชชาชนในผืนแผ่นดินไทยให้ครบทุกจังหวัดก่อนโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงตั้งพระราชปณิธานไว้ว่า ท่านจะไม่เสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศจนกว่าท่านจะได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขของประชาชนของพระองค์จนครบทั้งประเทศเสียก่อน

     และแล้วจุดเริ่มต้นการเดินทางไปเยือนต่างประเทศก็เริ่มต้นขึ้นในปีพุทธศักราช 2502 ภายหลังการไปเยือนประชาชนทุกจังหวัดทุกขุนเขาทุกสายน้ำในผืนแผ่นดินไทย

 

ประเทศเวียดนามใต้

     เป็นการเดินทางครั้งแรกภายหลังการเข้ารับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในระหว่างวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2503 การเสด็จเยือนประเทศเวียดนามใต้ครั้งนี้ยังอยู่ในช่วงที่มีสงครามเวียดนามที่มีการแบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้

ภาพจาก http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=941349

 วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2502 เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยข้าราชบริพาร เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยานดันซอนนุต ไซง่อน เมื่อเวลา 11 นาฬิกา ทรงได้รับการรับเสด็จฯ จากทางการสาธารณรัฐเวียดนามอย่างสมพระเกียรติ

     วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2502 ได้เสด็จฯ ไปทรงรับปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ซึ่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยไซง่อนได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงมีพระราชดำรัสถึงความเชื่อมั่นในมนุษยชาติ วิทยาศาสตร์และวิทยาการต่างๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมเสรีภาพส่วนบุคคลและของชาติ

     วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2502 ได้เสด็จฯ เยือนมหาวิทยาลัยเว้ ทรงมีพระราชดำรัสตอบอธิการบดีตอนหนึ่งว่า
“… การศึกษาเป็นอาวุธสำหรับต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งหวังจะก่อความแตกแยกและความพินาศย่อยยับ เป็นการง่ายที่จะชักจูงจิตใจหรือชักนำคนที่ไร้ความรู้ แต่คนที่ฉลาดและมีการศึกษาแล้ว ย่อมยากที่จะทำให้หลงเชื่อได้ง่าย …”

 

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

     การเสด็จเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียครั้งนี้เริ่มในวันที่ 8 ถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช 2503  ทรงสักการะพระพุทธรูปที่โบโรบูดูร์ ปูชนียสถานที่เก่าแก่ทางพุทธศาสนาและสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง

ภาพจาก http://picssr.com/tags/hismajesty/interesting/page2

สหภาพพม่า

     การเสด็จเยือนสหภาพพม่าครั้งนี้มีเหตุการณ์ที่น่าประทับใจเมื่อทางการพม่าเชิญเสด็จฯ เจดีย์ชเวดากองอันลือชื่อของพม่า ชาวพม่านิยมถอดรองเท้าเมื่อขึ้นบนลานเจดีย์ แต่ประธานาธิบดีเป็นผู้นำเสด็จฯ ไม่ได้กราบทูลให้ทรงทำอย่างประชาชนทั่วๆไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเปล่าตลอดเวลาที่เสด็จฯ ขึ้นบนเจดีย์นั้น

ภาพจาก http://burmesecollection.blogspot.com/2011/03/blog-post.html

สหรัฐอเมริกา

     ครั้งที่ต้องเดินทางเสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2503 พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอำลาประชาชนมีความตอนหนึ่งว่า “… พรุ่งนี้จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกาก่อน แล้วจะไปประเทศอื่นในยุโรปอีก 14 ประเทศด้วยกัน การไปต่างประเทศนี้ก็เป็นราชการแผ่นดิน เป็นการทำหน้าที่ของข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นพระประมุขของประเทศ การผูกน้ำใจกันไว้นั้น ธรรมดาญาติพี่น้องก็ไปเยือนถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แต่สำหรับประเทศนั้นประชาชนนับแสนนับล้าน จะไปเยี่ยมกันก็ยาก เขาจึงยกให้เป็นหน้าที่ของประมุข ในการไปเยือนประเทศต่างๆ ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่า ประชาชนชาวไทยมีมิตรจิตมิตรใจต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่ เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทย และให้เกิดมีน้ำใจดีต่อชาวไทย ข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปราว 6 เดือน …”

 

ภาพจาก https://truststoreonline.com/2017/10/tum-11-99thailands-king-swings-new-york

ประเทศอังกฤษ

     สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 พระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษ และพระราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชนได้ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชสาสน์ขอบพระทัยสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธฯ มีตอนหนึ่งว่า

     “… การเดินทางมายังประเทศอังกฤษนั้น จะช่วยให้ประเทศของเราทั้งสอง และพระราชวงศ์ทั้งสองมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันหม่อมฉันขอถวายพระพรให้ฝ่าบาทและดยุคแห่งเอดินเบอระ ทรงพระเกษมสำราญ ทรงประสบความสำเร็จ และทรงครองราชบัลลังก์อังกฤษตลอดชั่วกาลนาน พร้อมกันนี้ ขออวยพรให้ชาวอังกฤษทั้งมวล จงประสบความสุขและความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วกัน ”

     สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธฯ ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
“… หม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าพระบาทด้วยใจจริง สำหรับลายพระหัตถ์ที่ฝ่าพระบาททรงมีไปถึงหม่อมฉันในวาระที่เสด็จพระราชดำเนินออกจากประเทศอังกฤษ และขอขอบพระทัยในพระพรของฝ่าพระบาทที่มีต่อเจ้าชายฟิลิปและหม่อมฉันตลอดจนประชาชนของหม่อมฉัน  หม่อมฉันรู้สึกปลาบปลื้มที่ฝ่าพระบาททรงได้รับความสำราญระหว่างประทับอยู่ในกรุงลอนดอน ฝ่าพระบาทและพระราชินีทรงเป็นพระราชอาคันตุกะที่หม่อมฉันยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง การต้อนรับที่ฝ่าพระบาททรงได้รับจากประชาชนอังกฤษ จะทำให้ฝ่าพระบาททรงมั่นพระทัย ในความนิยมชมชื่นที่ชาวอังกฤษมีต่อฝ่าพระบาท และต่อประเทศไทย มิตรภาพซึ่งมีมานานระหว่างประเทศทั้งสองของเราจะกระชับยิ่งขึ้น โดยการที่ฝ่าพระบาทเสด็จพระราชดำเนินไปอังกฤษในครั้งนี้ ”

ภาพจาก http://www.prdnorth.in.th/king60/king-abroad.html

สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

     ท่านประธานาธิบดีลิบเก้และท่านผู้หญิง และ ดร . คอนราด อะเดเนาว์ นายกรัฐมนตรีและภรรยาซึ่งต่างมีภาระกิจมาก ก็มาคอยเฝ้าอยู่กับทั้งสองพระองค์อยู่ตลอดเวลาในคราวนี้นายกรัฐมนตรีบริจาคเครื่องฉายเอกซเรย์ และกงสุลไทยกิตติมศักดิ์บริจาคจักรเย็บผ้าพาฟ บริษัทเดมเลอร์ – เบนซ์ บริจาครถพยาบาล เพื่อมอบให้สภากาชาดไทย บริษัทกรูฟที่มีการค้าอยู่ในไทยเสนอให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทย 2 ทุน ไปเรียนในเยอรมัน 1 ปี โดยออกค่าเดินทางให้เสร็จ บริษัทซีเมนส์เสนอให้ทุนนักเรียน 1 คนเวลา 1 ปี และบริษัทเดมเลอร์ – เบนซ์เสนอให้ทุน 2 ทุน เพื่อไปฝึกฝนในโรงงานของเขา

ภาพจาก http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_06.php

สาธารณรัฐโปรตุเกส

     ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรสถานีทดลองและค้นคว้าการวิศวกรรม

 

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

     ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรที่ตั้งหน่วยทหารและโรงเรียนทหาร โรงงานทำโอวัลติน และโรงงานทำนาฬิกาโอเมก้า

ภาพจาก https://markr9blog.wordpress.com/2017/02/07/226/

ประเทศเดนมาร์ก

     ได้เสด็จฯ ไปยังบริษัท อีสต์เอเซียติก สถาบันค้นคว้าด้านพลังงานปรมาณู และโบสถ์โรสกิลต์ กษัตริย์เดนมาร์กทรงเสนอที่จะพระราชทานทุนเพื่อตั้งศูนย์โคนมไทย – เดนมาร์กที่ปากช่องด้วย ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กได้น้อมเกล้าฯ ถวายโครงการเลี้ยงโคนม “ ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ก ” ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และเปิดโครงการเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2505 โดยมีพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นองค์ประธานร่วมกัน

ภาพจาก https://www.siamrath.co.th/n/5356

ประเทศนอร์เวย์

     ได้เสด็จฯ โดยเรือยุตแลนเดียจากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ไปยังกรุงออสโล เสด็จฯ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์รวบรวมเครื่องสกี เสด็จฯ เยี่ยมสถาบันค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม เสด็จฯ เยี่ยมท่าเรือคอนติกิ และทอดพระเนตรเรือสำรวจขั้วโลกและเรือไวกิ้ง

ภาพจาก https://www.pinterest.com/pin/296252481728846471/

ประเทศสวีเดน

     ได้เสด็จฯ เยี่ยมศูนย์การฝึกนายทหารเรือ ปราสาทกริปส์โฮล์ม โรงงานผลิตเครื่องจักรที่ใช้ในการเกษตร และเครื่องมือต่างๆ

สาธารณรัฐอิตาลี

     ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรโรงงานพลังงานปรมาณู การแสดงการขี่ม้า

ภาพจาก http://www.prdnorth.in.th/king60/king-abroad.html

นครรัฐวาติกัน

     ได้เข้าเฝ้าถวายพระพรสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 23 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2503 เป็นเวลา 20 นาที สมเด็จพระสันตะปาปาทรงนำเสด็จทั้งสองพระองค์และคณะผู้ตามเสด็จไปยังหอสมุดวาติกันที่มีชื่อเสียง

ภาพจาก http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_08.php

ประเทศเบลเยียม

     สมเด็จพระเจ้าโบดวง ทรงถวายการต้อนรับเสด็จฯ อย่างพิเศษสุด ได้เสด็จฯ เยี่ยมพระราชวงศ์เบลเยี่ยมอย่างใกล้ชิด เสด็จฯ ชมเมืองและศิลปกรรมเกือบทุกแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พิพิธภัณฑ์สถานฯ กรมศิลปากร นำศิลปโบราณวัตถุไปจัดแสดง ณ ต่างประเทศหลายครั้ง นับตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นต้นมา เมืองไทยไปร่วมจัดแสดงที่ประเทศเบลเยี่ยม ในปี พ.ศ.2503 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำเสด็จพระราชาธิบดีโบดวงและสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีฟาบิโอลา ชมนิทรรศการด้วยพระองค์เอง

ภาพจาก http://www.prdnorth.in.th/The_King/king-abroad_09.php

สาธารณรัฐฝรั่งเศส

     ประเทศฝรั่งเศสก็ถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าอย่างอบอุ่นที่สุด ท่านประธานาธิบดีเดอโกลด์ รัฐบุรุษของชาติได้ส่งเครื่องบินประจำตัวประธานาธิบดีไปรับทั้งสองพระองค์จากกรุงโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อจะเสด็จมากรุงปารีส แล้วยังมารอรับเสด็จที่สนามบินอีก และมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีต้อนรับ ในหลวงทรงตรัสถึงประชาชนคนไทย ( จากวิทยุในสวิสส์ ) ว่า “… ข้าพเจ้าได้สนทนาปราศรัยกับประธานาธิบดีอย่างฉันท์มิตรและไม่เป็นทางการ ซึ่งนับว่าถูกใจทั้งสองฝ่าย และคงจะกระทำให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเราทั้งสองได้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น …”

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ เยี่ยมองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ทอดพระเนตรพระราชวังและปราสาทที่สวยงามและมีชื่อหลายแห่ง

ประเทศลักเซมเบิร์ก

     ประเทศนี้เป็นประเทศเล็ก ปรากฏว่ามีประชากรมาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ กันเกือบหมดเมือง ได้ทอดพระเนตรโรงงานผลิตเหล็กและเหล็กกล้า เขื่อนซึ่งใช้กำลังน้ำทำไฟฟ้า ณ เมืองเอช ที่ฝั่งแม่น้ำซีร์

ประเทศเนเธอร์แลนด์

     รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้จัดรถไฟขบวนพิเศษไปรับเสด็จฯ มาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาถึงกรุงเฮกในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2503 จนกระทั่งเสด็จกลับในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2503 สมเด็จพระราชินีนารถจูเลียนา พระมหากษัตริย์ฮอลันดาและพระสวามี คือเจ้าชายเบอร์นาร์ด และพระราชธิดาทั้งสอง คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงเบียทริกซ์ และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงไอรีน และประชาชนชาวฮอลันดาถวายการต้อนรับอย่างดียิ่ง บริษัทฟิลลิปส์ผู้มีการค้าอยู่ในประเทศไทย ได้ถวายเครื่องเอกซ์เรย์ เครื่องขยายภาพแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังให้ทุนนักเรียนไทย 2 ทุน ไปศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเคมีเป็นเวลา 1 ปี ทางด้านสภากาชาด รัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้บริจาคเลือดแห้งให้แก่สภากาชาดไทย 500 ชุด

ประเทศสเปน

     ทรงได้รับการต้อนรับจากจอมพลฟรังโก รัฐบาลและประชาชนชาวสเปนอย่างดีเยี่ยม ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรศิลปสถาน สถาบันอุตสาหกรรม และโบราณสถานหลายแห่ง

ภาพจาก http://www.prdnorth.in.th/king60/king-abroad.html

สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน

     เมื่อเสด็จฯ ถึงการาจี ทรงได้รับการต้อนรับเสด็จฯ จากประธานาธิบดี รัฐบาล และประชาชน เป็นอย่างดียิ่ง ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการตรวจพลสวนสนามของกองทัพเรือ เสด็จฯ ทอดพระเนตรอุตสาหกรรมทำแว่น โรงงานทอผ้าดาวูด เสด็จฯ เมืองเปซาลาร์ ในปากีสถานตะวันออก ทอดพระเนตรเขื่อนวาร์สัก มหาวิทยาลัยเปซาวาร์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเสด็จฯ เยือนเมืองตักสิลา

ภาพจาก https://www.pinterest.co.uk/pin/400820435570219501/

สหพันธรัฐมลายา ( ปัจจุบันคือประเทศมาเลเซีย )

     เมื่อเสด็จฯ ถึงกัวลาลัมเปอร์ ทรงได้รับการต้อนรับเสด็จฯ จากพระราชาธิบดี ( อดีตเจ้าผู้ครองนครเปอร์ลีส ) รัฐบาลและประชาชนชาวมาลายาอย่างสมพระเกียรติ ได้เสด็จฯ เยือนมหาวิทยาลัยมาลายา เสด็จฯ ไปประทับที่แคเมอรอน ไฮแลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งสหพันธ์มาลายา เสด็จฯ เยือนฮิโปต์ ดาปาห์ รัฐเปรัก วัดไทยในรัฐต่างๆ และเมืองปีนัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “ ราชมิตราภรณ์ ” แก่พระราชาธิบดีฯ ด้วย

     เครื่องราชอิสริยาภรณ์ “ ราชมิตราภรณ์ ” ในปี พ.ศ.2505 เพื่อพระราชทานแก่พระมหากษัตริย์ ประธานาธิบดี และประมุขของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุขของชาติต่างๆ เท่าเทียมกัน และได้พระราชทานแก่พระราชาธิบดีแห่งมาลายาเป็นชาติแรกดังกล่าวแล้ว

     ประเทศมาลายาได้ทูลเกล้าฯ ถวายพันธุ์ปลาหมอเทศ (Tilapia mossambica) ในปี พ.ศ.2492 ทรงเริ่มเลี้ยงที่สระน้ำหน้าพระที่นั่งอุดรในบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน นับเป็นโครงการเลี้ยงสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกในรัชกาล

ประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย

     ทั้งสองประเทศได้ถวายการต้อนรับเสด็จฯ เป็นอย่างดียิ่ง ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเสร็จพิธีการรับเสด็จฯ และเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ในกรุงเวลลิงตันแล้ว ได้เสด็จฯ ไปยังเมืองทาอูรังกา เมืองโรโตรัว ทอดพระเนตรการแสดงของชนเผ่าเมารี บ่อน้ำร้อนและบ้านแบบเมารี ที่ตำบลวาคาราวาเรวา แล้วเสด็จฯ เมืองแฮมิลตัน เมืองอ๊อคแลนด์ เสด็จไปเยือนฐานทัพเรือ “ เดวอนสปอร์ต เนวัลเบส ” และฐานทัพอากาศที่เวนอาไฟ เมื่อเสด็จฯ กลับมายังกรุงเวลลิงตันแล้ว ได้เสด็จฯ โดยทางเรือไปยังเมืองไครสต์เชิร์ชทอดพระเนตรงานแสดงสินค้าไครสต์เชิร์ช อินดัสเตรียลที่แอดดิงตันโชว์กราวน์ แล้วเสด็จฯ ไปยังคูเนดิน จนวันที่ 26 สิงหาคม จึงได้ทรงอำลาผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซี – แลนด์และภริยา นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์และภริยา เสด็จฯ จากท่าอากาศยานเมืองไครสต์เชิร์ชไปยังกรุงแคนเบอร์รา นครหลวงของประเทศออสเตรเลียต่อไป

   ที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเสร็จพิธีการต้อนรับเสด็จที่ฐานทัพอากาศแล้ว ได้เสด็จฯ ไปประทับที่ทำเนียบรัฐบาล ได้เสด็จฯ เยือนโรงเรียนนายร้อยดันทรูน เมื่อวันที่ 28 วันที่ 29 สิงหาคม ได้เสด็จฯ ไปยังซิดนีย์นครหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประทับ ณ ทำเนียบรัฐบาล เสด็จฯ ทอดพระเนตรท่าเรือซิดนีย์ ทิวทัศน์ฝั่งทะเลใต้ของเมืองซิดนีย์ โรงงานถลุงแร่เหล็กของบริษัทออสเตรเลียไอออนแอนด์สตีลจำกัด

 วันที่ 31 สิงหาคม เสด็จฯ จากเมืองซิดนีย์ไปยังเมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ที่รัฐนี้ได้เสด็จฯ เยือนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     วันที่ 2 กันยายน เสด็จฯ จากเมืองบริสเบน ไปยังนครเมลเบอร์น รัฐวิคตอเรีย มหาวิทยาลัยเมลเบอร์น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

     วันที่ 4 กันยายน เสด็จฯ สวนพฤกษชาติ และทอดพระเนตรโรงงานของบริษัทเจเนอราล มอเตอร์โฮลเดน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรสภากาชาดออสเตรเลีย และศูนย์ฝึกเกิร์ลไกด์ ที่ทัวราบูรา เมืองซิดนีย์ วิทยาลัยเคหศาสตร์เอมิลี่เมดเบอร์ลิน และสำนักงานใหญ่ของสมาคมเกิร์ลไกด์ ที่นครเมลเบอร์น

     วันที่ 5 กันยายน เสด็จฯ ไปยังเมืองโฮบาร์ค รัฐแทสเมเนีย ที่รัฐนี้ได้ทอดพระเนตรโรงงานเก็บซุงของบริษัทโรงงานทำกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เมย์เดนา

     วันที่ 7 กันยายน เสด็จฯ ไปยังเมืองอเดเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ได้ทอดพระเนตรการสวนสนาม ณ สนามบินเวย์วินย์ เสด็จฯ เยือนสำนักงานใหญ่และสนามจรวด ที่ไอร์แลนด์ลากูน เมืองวูเมอร่า

     วันที่ 10 กันยายน เสด็จฯ เมืองเพิร์ธ รัฐเวสเตอร์นออสเตรเลีย ได้เสด็จฯ ทางเรือทอดพระเนตรทิวทัศน์ในแม่น้ำสะวอน และสถานที่แข่งขันกีฬาของประเทศเครือจักรภพ

 

ประเทศญี่ปุ่น

     สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินี พระราชวงศ์ และข้าราชการ ได้มาเฝ้ารับเสด็จที่สนามบิน กรุงโตเกียว และทรงนำไปยังที่ประทับที่กรุงโตเกียว สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินี ได้ทรงนำทั้งสองพระองค์ไปในงานแสดงสังคีตของวงดนตรีเอน เอช เค ซึ่งได้บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ด้วย และในระหว่างที่ประทับอยู่ในญี่ปุ่น วงดนตรี เอน เอช เค ยังได้บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์เกือบทุกเพลงด้วย

ภาพจาก https://www.pinterest.com/pin/543880092483415430/

   รุ่งขึ้น วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2506 เจ้าฟ้าทากามัตสุได้นำทั้งสองพระองค์ ออกจากบ้านรับรองแขกเมืองด้วยขบวนรถม้า 6 คัน ท่ามกลางขบวนทหารรักษาพระองค์ ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิที่พระราชวังอิมพีเรียล โอกาสนี้สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิทรงถวาย เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด “ เบญจมาศ ” ซึ่งเป็นตราสูงสุด สร้างแต่สมัยพระเจ้ามัตสุหิโตเมื่อ พ.ศ.2430 มีดอกเบญจมาศ 4 ดอกอยู่ระหว่างใบไม้ เพื่อพระราชทานแก่พระราชวงศ์ต่างประเทศ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานตรา Sacred Treasure ชั้นที่ 1 แก่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถวาย “ ราชมิตราภรณ์ ” แด่สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ คืนนั้นสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงถวายพระกระยาหารค่ำเป็นเกียรติ แก่ทั้งสองพระองค์ ณ พระราชวังอิมพีเรียล

     ในระหว่างงานถวายพระกระยาหารค่ำ สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ ได้มีพระราชดำรัสต่อพระเจ้าอยู่หัวว่า
“… ข้าพระพุทธเจ้าขอยืนยันรับรองต่อพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ แห่งประเทศไทย ว่าเราไม่เคยลืมมิตรภาพและไมตรีจิตในระยะเวลาแห่งความยุ่งยากลำบากที่ได้ผ่านมา …”
“… ข้าพระพุทธเจ้ามั่นใจว่า การเสด็จเยี่ยมเยียนญี่ปุ่นของทั้งสองพระองค์ในคราวนี้เป็นนิมิตรอันยิ่งใหญ่โต ที่จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน และก้าวต่อไปถึงการช่วยสนับสนุนร่วมมือกันทุกวิถีทาง และด้วยความสัมพันธ์ฉันมิตรที่สนิทยิ่งนี้ จะมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติสุขแห่งโลก และความเข้าใจดีระหว่างชาติ …”

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิว่า “ ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรม ประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแห่งนี้ และคงไว้ซึ่งความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศของเราสืบไป ”

     วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ สู่จังหวัดโอซากา เสด็จทอดพระเนตรโรงงานบริษัทอุตสาหกรรมไฟฟ้ามิตสุชิดา วัดพระพุทธศาสนาไปโอโคอิน ที่อุจิ อุทยานนารา วัดพระพุทธศาสนาโตดาอิชิ ในนารา เสด็จฯ เยี่ยมบริษัทนิปปอนเลนซ์ ยอดเขาฮิเดอิ โรงงานไหมคาวาชิบา โรงงานโรฮีโดแลคเคอร์แวร์ ในกิโยโต วิหารดินคาคูจิ แล้วเสด็จฯ ไปยังจังหวัดนาโงยา เสด็จฯ หอการค้าและหัตถกรรม ทอดพระเนตรการใช้นกคอมอรันต์จับปลา เมื่อเสด็จฯ กลับนครโตเกียวได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรโรงงานผลิตนาฬิกาโตรี บริการเทเลโฟโต ณ บริษัทโกยูไซเคนชินเคนวา

 

สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน)

     วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2506 เสด็จถึงท่าอากาศยานซุงซาน นครไทเป สาธารณรัฐจีน โดยเครื่องบินพระที่นั่ง ประธานาธิบดีและมาดามเจียงไคเช็คได้มาเฝ้ารับเสด็จฯ ที่สนามบิน และนำเสด็จฯ ไปประทับยังโรงแรมแกรนด์ ที่เกาะไต้หวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จทอดพระเนตรการปฏิรูปที่ดิน และการทำนา 2 ครั้ง ซึ่งรัฐบาลจีนคณะชาติทำได้สำเร็จ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเริ่มทดลองและเผยแพร่

ภาพจาก https://mgronline.com/china/detail/9590000104670

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

     นางดิออสดาโด มาคาปากาลพร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ได้ถวายการต้อนรับเสด็จฯ อย่างสมพระเกียรติ แล้วเสด็จฯ ไปประทับที่ทำเนียบมาลากันญังที่นครมะนิลา ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ออสบาโญส ที่ตำบลลากูนา ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ต่อจากนั้นได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ บ้านเกิดของ ดร.โฮเซ่ ริซาล ฐานทัพอากาศนิโคลส์ แล้วเสด็จฯ ไปยังฐานเฟอร์นันโด ลา ยูเนียน แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ ทำเนียบฤดูร้อนของประธานาธิบดี ณ นครบาเกียว เสด็จฯ ทอดพระเนตรมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ และโครงการพัฒนาชุมชนที่เซปานโต ร้านจำหน่ายไม้แกะสลักรูปต่างๆ อันมีชื่อเสียงของฟิลิปปินส์ วิทยาลัยการทหารฟิลิปปินส์ ณ ฟอร์ดเอลฟิลาร์โลอาดาน

สาธารณรัฐออสเตรีย

     วัตถุประสงค์หลักของการเสด็จเยือนสาธารณรัฐออสเตรียในครั้งนี้ใจความสำคัญคือการศึกษาการจัดการพลังงานปรมณู  เพื่อหาแหล่งพลังงานสำรองสำหรับประเทศไทยในอนาคต (ที่ไกลมาก) นอกจากนั้นยังมีการเดินทางเพื่อเข้าชมโรงงานเหล็กกล้า  การแสดงดนตรี และอื่นๆ

ประเทศอิหร่าน

     การเดินทางมายังอิหร่าน มีกำหนดการเดินทางในวันที่ 23 – 22222 เมษายน ปีพุทธศักราช 2510 โดยครั้งนี้มีการไปเยือน มหาสมบัติของอิหร่าน  และดูรูปแบบเมืองโบราณที่มีการวางผังมาในอดีตเช่นเมืองอิสปาฮาน เมืองซีราส และเมืองเปอร์ซิโปลิส

ภาพจาก https://www.pinterest.fr/pin/395894623477852398/

สหรัฐอเมริกา

ตามรอยพระบาทวันนี้เมื่อในอดีต | thaiembdc.org

   การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกามี 2 ครั้ง  โดยครั้งแรกเป็นการเสด็จเยอืนเมื่อปีพุทธศักราช 2503 และครั้งที่ 2 เมื่อปีพุทธศักราช 2510 โดยการเดินทางครั้งแรกเป็นการเดินทางไปตามคำเชิญของประธานาธิบดีไวต์ ดี ไอ เซนฮาวน์ (Dwight D. Eisenhower)

ตามรอยพระบาทวันนี้เมื่อในอดีต | thaiembdc.org

     ครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จไปเพื่อทรงประกอบพิธีเปิดศาลาไทย(ในงาน Expo 67)และเข้ารับถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ ด้านนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Williams College และพบกับประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson เพื่อสานสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดการบริหารประเทศ

ตามรอยพระบาทวันนี้เมื่อในอดีต | thaiembdc.org

ประเทศแคนาดา

     เป็นการเดินทางต่อเนื่องหลังจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อไปงาน Expo 67 (The 1967 International and Universal Exposition) โดยในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีมอนทรีออลเจ้าภาพจัดงานได้กราบทูลให้รับสั่งเป็นภาษาฝรั่งเศษในวันที่มีการเปิดศาลาไทยเพื่อจะเป็นที่ยินดีกับชาวแคนาดาส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายฝรั่งเศษที่มีความคิดว่าผู้ที่มีการศึกษาดีควรพูดได้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศษ   แต่ในครั้งนั้นพระราชดำรัสที่มีกรเตรียมไว้เป็นภาษาอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรจึงทำการร่างพระราชดำรัสใหม่เป็นภาษาฝรั่งเศษซึ่งเป็นที่ประทับใจกับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก และเมื่อเสด็จมางานเลี้ยงรับรองที่มหาวิทยาลัย Laval ก็ทรงสื่อสารด้วยภาษาฝรั่งเศษโดยไม่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า  เนื่องจากพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราสามารถรับสั่งได้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศษอยู่แล้ว

 

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

     สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือเรียกสั้นๆว่าประเทศลาวเป็นประเทศสุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จไปเยือนต่างประเทศในระหว่างวันที่ 8-9 เมษายน พุทธศักราช 2537  การเดินทางไปเยือนประเทศลาวครั้งนี้เพื่อการเข้าร่วมพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว(หนองคาย) และเพื่อทอดพระเนตรการดำเนินการโครงการในพระราชดำริโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้วต้นแบบการบูรณาการและเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ในประเทศลาว

ภาพจาก http://www.idsala.com/2017/10/blog-post_31.html

 ประเทศลาวหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศแรกที่พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรมีเป้าหมายจะเดินทางไปเยือน  แต่ในปีพุทธศักราช 2502 ประเทศลาวยังมีเหตุการสงครามอยู่จึงเปลี่ยนเส้นทางการเยือนต่างประเทศไปยังเวียดนามใต้แทน

     จากนั้นการเดินทางไปเยือนต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ก็สิ้นสุดลงและมีพระราชปณิธานว่าจะไม่เสด็จฯออกจากประเทศไทยอีก หากประชาชนของพระองค์ยังทุกข์ยากลำบาก ซึ่งพระราชปณิธานนี้ได้ทรงตั้งไว้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2510 แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ให้คำมั่นกับประชาชนในสปป.ลาวแล้วว่าจะต้องเดินทางไปตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2502 แล้ว เพื่อให้การรอคอยของประชาชนที่ต้องการสัมผัสกับหนึ่งในสุดยอดผู้ปกครองประเทศสิ้นสุดลงการเดินทางไปเยือนสปป.ลาวในครั้งนั้นจึงเกิดขึ้นภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไม่มีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเลยเป็นเวลา 27 ปีภายหลังการตั้งปณิธานในปีพุทธศักราช 2510 ซึ่งภายหลังจากการเดินทางไปเยือน สปป.ลาวในครั้งนั้นก็ไม่มีการเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเยือนต่างประเทศอีกเลย


จะไม่เสด็จฯออกจากประเทศไทยอีก หากประชาชนของพระองค์ยังทุกข์ยากลำบาก

ขอเรียกว่า “โซลทาวเวอร์” ก็แล้วกัน (N Seoul Tower – N서울타워)
9 ตุลาคม 2018
ตลุยดินแดนแห่งเทพนิยายที่หมู่บ้านดงฮวามาอึล (동화마을)
11 กันยายน 2018
รู้จักกับวัฒนธรรมอาหารสวีเดนก่อนออกเดินทาง
15 สิงหาคม 2018
ตัวตนของ….ประเทศสโลวาเกีย
26 เมษายน 2018
ซำบายดี…นครหลวงเวียงจันทน์
18 พฤษภาคม 2018
แผนที่ท่องเที่ยว ไต้หวัน ภาคตะวันออก 🇹🇼
19 เมษายน 2018
เถาหยวน 桃園市 มีอะไรน่าเที่ยว ✈️
11 พฤษภาคม 2018
10 สุดยอดของฝากจากสเปนที่ต้องซื้อให้ได้ก่อนกลับ
6 มีนาคม 2018
เปิดสะพานที่ยาวที่สุดในโลก…
4 มกราคม 2018
ซีอาน…เมืองอารยธรรม
9 เมษายน 2018
ฟิลิปปินส์…..เมืองแห่งธรรมชาติอันล้นหลาม
11 เมษายน 2018
ถนนโบราณจินหลี่ (锦里古街)
2 พฤษภาคม 2018
ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 44 วันที่ 31 สิงหา – 3 กันยา 60 นี้ห้ามพลาด
30 พฤศจิกายน 2017
เดินทอดน่อง ตะลอนกินที่ซื่อหลิน
26 ธันวาคม 2017
พม่า…ดินแดนศาสนาแห่งศรัทธา
18 กรกฎาคม 2018